ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 306 จุด เหนือ 52,000 ครั้งแรก Alphabet หนุน สหรัฐ-อิหร่านหยุดยิง

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 29 มิ.ย. 2569 ปิดบวกโดยดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และทะลุรดับ 52,2000 จุดเป็นครั้งแรก จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์คลี่คลายลง และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นหลังจากมีการขายทำกำไรในช่วงที่ผ่านมา  ส่วนหุ้นยุโรปปิดทรงตัว ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 52,182.74 จุด เพิ่มขึ้น 306.63 จุด, +0.59%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,440.43 จุด เพิ่มขึ้น 86.41 จุด, +1.18%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,820.14 จุด เพิ่มขึ้น 522.53 จุด, +2.07%

ทีมเจรจาของอิหร่านและสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางมายังโดฮา ในกาตาร์ในสัปดาห์นี้ แต่อิหร่านกล่าวว่ายังไม่มีการกำหนดการประชุมใดๆ เนื่องจากเหตุการณ์ยิงขีปนาวุธจากทั้งสองฝ่ายในช่วงสุดสัปดาห์ได้ทดสอบข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาสี่เดือน
สหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้ง ซึ่งภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะยุติการเผชิญหน้าและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

ปีเตอร์ คาร์ดิลโล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านตลาดจากบริษัท Spartan Capital Securities ในนิวยอร์ก กล่าวว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาด

พร้อมกล่าวว่า ตลาดกำลังมองไปข้างหน้าและเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาการรายงานผลประกอบการ ซึ่งกำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้
บริษัทส่วนใหญ่ในดัชนี S&P 500 มีกำหนดเริ่มรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 หลังช่วงกลางเดือนกรกฎาคม

RBC Capital Markets ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายดัชนี S&P 500 สำหรับระยะเวลา 12 เดือน จากระดับ 7,900 จุด เป็น 8,150 จุด โดยอ้างถึงความแข็งแกร่งของผลประกอบการและปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้อ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดตลาดเหนือระดับ 52,000 จุดเป็นครั้งแรก หลังจากที่หุ้น Alphabet เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของดัชนี ซึ่งช่วยเสริมภาพรวมการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในวงกว้าง

หุ้น Alphabet เป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยพุ่งขึ้นเกือบ 5% ในวันแรกของการซื้อขายในฐานะสมาชิกดัชนี Dow กลุ่มบริการด้านการสื่อสาร เป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นนำตลาดในดัชนี S&P 500 โดยหุ้น Comcast บริษัทผู้ให้บริการสื่อและเคเบิลปรับตัวขึ้น 4.4% หลังจากประกาศแผนแยกธุรกิจสื่อและเทคโนโลยีออกเป็นสองบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยคาดว่ากระบวนการแยกธุรกิจจะแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณหนึ่งปี

ส่วนกองทุน VanEck Semiconductor ETF ปรับตัวขึ้นกว่า 3% หลังจากที่ลดลงในช่วงก่อนหน้านี้ โดยหุ้น Astera Labs, KLA และ Applied Materials ต่างปรับตัวขึ้นประมาณ 16%, 12% และเกือบ 11% ตามลำดับ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ราคาฟื้นตัวขึ้นมาได้
หุ้น SpaceX พุ่งขึ้น 7.2% หลังจาก Nasdaq ประกาศว่าจะนำบริษัทที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนแห่งนี้เข้าสู่ดัชนี Nasdaq 100 ในวันที่ 7 กรกฎาคม
ปรากฏการณ์ “Window Dressing” หรือการปรับแต่งพอร์ตการลงทุนในช่วงสิ้นไตรมาส ซึ่งนักลงทุนจะเข้าซื้อหุ้นบางตัวเพื่อให้พอร์ตดูดีขึ้นนั้น อาจมีส่วนช่วยหนุนตลาดด้วยเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ ความกังวลเรื่องการใช้จ่ายด้าน AI ได้ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งรวมถึงกลุ่มผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และหุ้นขนาดใหญ่พิเศษ (Megacap) หลายตัวในกลุ่ม “Magnificent Seven” อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ ดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.7%

สัปดาห์นี้การซื้อขายจะมีระยะเวลาสั้นกว่าปกติ เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ (Independence Day)

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอรายงานข้อมูลการจ้างงานรายเดือนของสหรัฐฯ ที่มีกำหนดในวันพฤหัสบดีนี้

ตลาดหุ้นยุโรปปิดทรงตัว โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นถูกหักล้างด้วยการร่วงลงของหุ้นกลุ่มก่อสร้าง ขณะที่นักลงทุนต่างจับตามองความยั่งยืนของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากทั้งสองประเทศยุติการเผชิญหน้าทางทหารระลอกล่าสุดลง

ดัชนี STOXX 600 ซึ่งเป็นดัชนีรวมของตลาดหุ้นยุโรป ปิดบวกเล็กน้อยหลังจากที่เพิ่งขยับตัวขึ้นเล็กน้อยในสัปดาห์ก่อนหน้า
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 636.11 จุด ลดลง 0.23 จุด, +0.04%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,484.22 จุด ลดลง 23.8 จุด, -0.22%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,384.87 จุด ลดลง 46.74 จุด, -0.55%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,626.89 จุด ลดลง 44.33 จุด, -0.18%

แรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้ดัชนีกลุ่มนี้ปรับตัวลดลงรายสัปดาห์แรงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ได้เริ่มทรงตัวในวันจันทร์โดยปรับตัวขึ้น 1.2% ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มชิปSTMicroelectronics ปรับตัวสูงขึ้น 2.4%

สัดส่วนการถือครองหุ้นกลุ่ม AI ในยุโรปนั้นมีน้อยกว่าในสหรัฐฯ และเอเชียอย่างมาก ซึ่งในภูมิภาคเหล่านั้น กระแสความนิยมในหุ้นเทคโนโลยีได้ผลักดันให้ดัชนีหลักของตลาดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

ฟลอเรียน เลโป หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์มหภาคและผู้จัดการพอร์ตการลงทุนแบบผสมผสาน (Multi-asset) ของ Lombard Odier Investment กล่าวว่า การที่จะเริ่มปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนในหุ้นยุโรปได้นั้น ก็ต้องเห็นผลลัพธ์จากการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วย AI ที่ส่งผลบวกต่อตัวเลขผลประกอบการของบริษัทในยุโรปเสียก่อน ซึ่งในขณะนี้ยังไปไม่ถึงจุดนั้น

อย่างไรก็ตาม ภาคเทคโนโลยีของยุโรปก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสความนิยมหุ้น AI ทั่วโลกเช่นกัน ส่งผลให้กลุ่มนี้มีแนวโน้มทำผลงานรายไตรมาสได้ดีที่สุดในดัชนี STOXX 600 อีกทั้งยังทำผลงานได้เหนือกว่ากลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายที่ขับเคลื่อนด้วยหนี้สินกำลังกดดันตลาดหุ้นในเอเชียและวอลล์สตรีท

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่นักลงทุนจับตาสถานการณ์การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ยังคงมีความเปราะบางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยทั้งสองประเทศได้มีการปะทะกันในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนที่จะตกลงยุติการสู้รบและกลับมาเจรจากันอีกครั้ง

โมฮิต กุมาร นักเศรษฐศาสตร์จาก Jefferies กล่าวว่า แม้จะมีการละเมิดข้อตกลงเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่สหรัฐฯ และอิหร่านน่าได้ข้อตกลงร่วมกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นทางออกในระยะยาว น่าจะเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเพื่อช่วยให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบดำเนินต่อไปได้
สถานการณ์การหยุดยิงส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้น โดยล่าสุด J.P. Morgan ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้นยุโรปสำหรับช่วงสิ้นปีนี้

สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดจะจับตาไปที่การประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เมืองซินตรา (Sintra) ซึ่งจะมีวิทยากรคนสำคัญเข้าร่วม เช่นเควิน วอร์ช จากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB

ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG บ่งชี้ว่านักลงทุนในตลาดกำลังคาดการณ์ว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในช่วงปลายปีนี้
หุ้นของ Prosus ผู้ให้บริการด้านดิจิทัลสัญชาติเนเธอร์แลนด์ ปรับตัวขึ้น 2.4% หลังจากบริษัทรายงานกำไรหลักที่ปรับปรุงแล้ว ประจำปีเพิ่มขึ้นถึง 84%

หุ้น Heidelberg Materials บริษัทก่อสร้างร่วงลง 9.4% หลังจากที่ได้เตือนระหว่างการประชุมทางโทรศัพท์ว่าผลประกอบการในไตรมาสที่สองมีแนวโน้มอ่อนแอ ตามคำกล่าวของเทรดเดอร์รายหนึ่ง

หุ้น Deutsche Telekom ปรับตัวลดลง 5.5% หลังจากหนังสือพิมพ์ Handelsblatt ของเยอรมนีรายงานว่า Tim Höttges ซีอีโอของบริษัท กำลังเร่งดำเนินการตามแผนเพื่อควบรวมกิจการของกลุ่มบริษัทเข้ากับ T-Mobile

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 1.52 ดอลลาร์ หรือ 2.2% ปิดที่ 70.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 1.16 ดอลลาร์ หรือ 1.61% ปิดที่ 73.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล