HoonSmart.com >> PCE เดินเกมธุรกิจความยั่งยืนเต็มรูปแบบ ยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านมาตรฐาน RSPO ควบคู่การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรรายย่อย ต่อยอดสู่ตลาดคาร์บอนระดับสากล และตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2030 หรือเร็วกว่านั้น หากโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเดินหน้าตามแผน
นางสาวรัตติกาล ปัจฉิมเพ็ชร หัวหน้าแผนกความยั่งยืน บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) เปิดเผยว่า แนวคิดสำคัญของบริษัทไม่ได้มองความยั่งยืนเป็นเพียงการปฏิบัติตามข้อกำหนด แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศธุรกิจ” ที่ทำให้เกษตรกร โรงงาน และสิ่งแวดล้อมสามารถเติบโตไปพร้อมกัน
หัวใจสำคัญคือการผลักดันเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ซึ่งครอบคลุมการตรวจสอบสิทธิ์ในที่ดิน การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การจ่ายค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม รวมถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการลดการใช้ปุ๋ยเคมีและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์
ปัจจุบัน PCE รับรองพื้นที่ปลูกปาล์มตามมาตรฐาน RSPO แล้วกว่า 45,000 ไร่ และอยู่ระหว่างดำเนินการอีกประมาณ 44,000 ไร่ โดยตั้งเป้าภายในปีนี้ให้ครบ 100,000 ไร่ พร้อมวางแผนขยายเพิ่มอีกปีละ 100,000 ไร่ เพื่อสร้างฐานวัตถุดิบปาล์มน้ำมันที่มีมาตรฐานรองรับความต้องการของตลาดโลก
นอกจากการขายผลปาล์มในราคาพรีเมียมแล้ว บริษัทต่อยอดสู่ธุรกิจคาร์บอนเครดิต ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของเกษตรกร โดยกลุ่มสหกรณ์ปาล์มพนมได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) แล้วจำนวน 50,000 ตัน และ PCE เป็นผู้รับซื้อรายแรก
บริษัทคาดว่าภายในปีหน้าจะมีปริมาณคาร์บอนเครดิตพร้อมจำหน่ายประมาณ 150,000 ตัน และเมื่อสามารถขยายพื้นที่ RSPO ได้ตามเป้าหมาย จะเพิ่มปริมาณคาร์บอนเครดิตได้เฉลี่ยปีละราว 150,000 ตัน หรือประมาณ 2.5 ตันต่อไร่ต่อปี
จุดเด่นของโมเดล PCE คือการให้เกษตรกรมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยเลือกใช้วิธีลงพื้นที่วัดต้นปาล์ม ติดแท็ก และบันทึกข้อมูลการใช้ปุ๋ยด้วยตนเอง แทนการพึ่งพาเทคโนโลยีดาวเทียมหรือเรดาร์เพียงอย่างเดียว เพราะบริษัทเชื่อว่าการสร้างความตระหนักรู้สำคัญกว่าการเก็บข้อมูลเพียงเพื่อผ่านเกณฑ์รับรอง
เมื่อเกษตรกรเข้าใจว่าต้นปาล์มสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างไร และการลดปุ๋ยเคมีส่งผลต่อทั้งต้นทุน ผลผลิต และสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก็จะเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาภาคเกษตรในระยะยาว
ในด้านการสร้างมูลค่าเพิ่ม PCE อยู่ระหว่างยกระดับโครงการจาก T-VER สู่ T-VER Premium (CORSIA) เพื่อรองรับความต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสายการบินที่ต้องชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีศักยภาพสร้างมูลค่าได้สูงกว่าตลาดในประเทศหลายเท่าตัว โดยราคาซื้อขายในยุโรปอาจแตะระดับประมาณ 3,000 บาทต่อตัน ขณะที่ตลาดในประเทศอยู่ในช่วงประมาณ 50-300 บาทต่อตัน
การเตรียมพร้อมดังกล่าวยังสอดรับกับทิศทางกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ทั้งพระราชบัญญัติ Climate Change และมาตรการ Carbon Tax ที่คาดว่าจะทยอยบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้
นอกจากรายได้จากคาร์บอนเครดิต PCE ยังทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ให้เกษตรกร ผ่านการตรวจวิเคราะห์ดิน น้ำ และใบปาล์ม เพื่อแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีเฉพาะเท่าที่จำเป็น พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อฟื้นฟูคุณภาพดิน ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ขณะเดียวกัน บริษัทยังสนับสนุนการสร้างมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปผลปาล์มร่วงเป็นน้ำมันหอมระเหย หรือการนำทางปาล์มมาผลิตเป็นถุงกระดาษที่สามารถย่อยสลายได้ภายใน 90 วัน ซึ่ง PCE รับซื้อทั้งหมดเพื่อนำไปใช้เป็นของที่ระลึก สร้างรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน
เพื่อเร่งขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านความยั่งยืน บริษัทได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับ iTAP มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ RSPO Thailand ในการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และขยายผลสู่โครงการด้านสิ่งแวดล้อมอื่นในอนาคต
สำหรับเป้าหมายระยะยาว PCE วางแผนบรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี 2030 แต่ผู้บริหารเชื่อว่าหากทั้ง 7 โครงการด้านความยั่งยืนดำเนินการได้ตามแผน บริษัทอาจบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่ากำหนด 1-2 ปี
การเดินหน้าของ PCE สะท้อนให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงต้นทุนในการดำเนินธุรกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสร้างความสามารถในการแข่งขัน สร้างรายได้ใหม่จากตลาดคาร์บอน และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ควบคู่กับการผลักดันอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน
