HoonSmart.com> ตลาดไพรเวทอิควิตี้ (Private Equity) ของไทย มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2569 แม้เม็ดเงินลงทุนทั่วภูมิภาคยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนให้ความสำคัญกับการคัดเลือกการลงทุนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นธุรกิจที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการดำเนินงานและมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุน

นายก้องเกียรติ จตุพรภักดี พาร์ทเนอร์ด้านการควบรวมและซื้อขายกิจการ (M&A) ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาด Private Equity ในปี 2569 จะเป็นช่วงของ “การฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง” มากกว่าการกลับมาขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้ว่ากองทุนทั่วโลกยังมีเม็ดเงินรอการลงทุน (Dry Powder) อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ผู้ลงทุนจะใช้ความระมัดระวังในการคัดเลือกดีลมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และมีแผนสร้างมูลค่าเพิ่มที่ชัดเจน
“นักลงทุนในปัจจุบันไม่ได้มองเพียงการเติบโตของมูลค่ากิจการจากภาวะตลาดอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารต้นทุน และการเตรียมความพร้อมสำหรับการขายกิจการ (Exit Readiness) มากขึ้น”
รายงาน Asia Pacific Private Equity 2026 Almanac – Southeast Asia Edition ของดีลอยท์ ระบุว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีแห่งการปรับสมดุลของตลาด Private Equity ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแม้ว่าจำนวนธุรกรรมจะลดลง แต่นักลงทุนยังคงเดินหน้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูง ส่งผลให้ “คุณภาพของการลงทุน” มีความสำคัญมากกว่าปริมาณของดีล ขณะที่ธุรกรรมซื้อกิจการขนาดกลาง (Mid-market Buyouts) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดโดยรวม
สำหรับประเทศไทย การฟื้นตัวได้รับแรงสนับสนุนจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ และการพัฒนาโครงการสำคัญ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งช่วยผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนที่สูง และสภาวะสินเชื่อที่เข้มงวด ยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้ธุรกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้ไม่มากนัก
สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน Private Equity นายก้องเกียรติ กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Centers) กลายเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับความสนใจมากที่สุด จากความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบริการคลาวด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประเทศไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค
นอกจากนี้ ภาคบริการสุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยังคงเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการดึงดูดเงินลงทุน เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศ แนวโน้มประชากร และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลผ่านต้นทุนพลังงาน อัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนทางการเงิน และความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง
“ความผันผวนระดับโลกจะทำให้นักลงทุนยิ่งเลือกลงทุนมากขึ้น โดยมองหาธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ มีอำนาจในการกำหนดราคา มีความสามารถในการรักษาอัตรากำไร และสามารถรับมือกับต้นทุนที่ผันผวนได้” นายก้องเกียรติ กล่าว
ด้านการขายเงินลงทุน (Exit) ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของตลาดไทย เนื่องจากตลาด IPO ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้การขายกิจการให้ผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์ (Strategic Buyers) และการขายต่อให้กองทุนรายอื่น (Secondary Buyouts) ยังคงเป็นช่องทางหลักในการสร้างสภาพคล่อง ขณะเดียวกัน ผู้จัดการกองทุนจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าผ่านการยกระดับการดำเนินงานของบริษัทในพอร์ต เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการ Exit เมื่อภาวะตลาดเอื้ออำนวยมากขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์ยังคงเป็นศูนย์กลางของตลาด Private Equity จากโครงสร้างตลาดทุนและระบบนิเวศทางการเงินที่แข็งแกร่ง ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนามต่างมีจุดเด่นในการดึงดูดเงินลงทุนตามศักยภาพของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม ดีลอยท์ มองว่าประเทศไทยยังมีความได้เปรียบจากโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะบริการสุขภาพ อาหารและเกษตรแปรรูป โลจิสติกส์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ
นายก้องเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประเทศไทยสามารถยกระดับกลไกการออกจากการลงทุน (Exit Mechanisms) เพิ่มความชัดเจนด้านกฎระเบียบ พัฒนาตลาดทุน และส่งเสริมธรรมาภิบาลของบริษัทเอกชนได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและยกระดับไทยจากตลาดรองของภูมิภาค สู่การเป็น “ตลาดเป้าหมาย” สำหรับการลงทุนของกองทุน Private Equity ในระยะกลางถึงระยะยาว
“ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการดึงดูดเงินลงทุนจาก Private Equity แต่การปลดล็อกศักยภาพดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาตลาดทุนควบคู่กันไป เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว”
