‘ทรีนีตี้’ชี้หุ้นโลกเสี่ยงฟุบแนะถือเงินสด 25-40% รอเก็บส.ค.-ก.ย.4กลุ่มใหญ่รับทุน AI ล้านล้านบ.

HoonSmart.com>> ทรีนีตี้ ให้เป้าหุ้นครึ่งปีหลัง 1,600 จุด ช่วงนี้แนะถือเงินสด 25-40% รอเก็บ ส.ค.-ก.ย. คาดหุ้นโลกฟุบ DELTA เข้าสู่มูลค่าที่แท้จริง เม็ดเงินไหลเข้าหุ้นคุณค่า P/E ต่ำ ปันผลสูง กำไรโต มอง Q4 ฟื้นแรง จากบิ๊กอีเว้นท์ระดับโลก แนะถือกลุ่มแบงก์-ท่องเที่ยว-นิคม-โรงไฟฟ้า รับอานิสงส์เงินไหลเข้าลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ ชู IVL-STECON-GPSC-ADVANC- DR Amazon -DR SanDisk & ASML หลีกเลี่ยง พาณิชย์,อสังหาฯ,การแพทย์

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานกรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) มองดัชนีหุ้นไทยครึ่งหลังปี 2569 ที่ 1,600 จุด เนื่องจากหุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA เริ่มเข้าสู่ภาวะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงไปค่อนข้างมากแล้ว (Fully Valued) หากตัดหุ้น DELTA ออกจากการคำนวณ อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) ของตลาดลดลงมาอยู่ที่ 12.2 เท่า  แต่ในแง่ของ “หุ้นรายตัว” ยังคงมีความน่าสนใจสูง คาดว่าจะเกิดแรงผลักดันจากเม็ดเงินส่วนเกินไหลเข้าสู่หุ้นคุณค่าตัวอื่นๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง จะเกิดการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โดยนักลงทุนจะทยอยขายหุ้น High P/E เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แล้วโยกย้ายเงินทุนเข้าสู่กลุ่มหุ้นที่ยังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) ที่มีระดับ P/E ต่ำเพียง 10-11 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง(ยีลด์สูง)

ในช่วงนี้แนะนำให้ลงทุนอย่างระมัดระวัง ควรถือเงินสด 25-40% ของพอร์ต เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนปัจจัยเสี่ยงสำคัญในไตรมาสที่ 3 ได้แก่ 1.ความเสี่ยงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งจะมีความชัดเจนในเดือนก.ย.นี้ และการเลือกตั้งมิดเทอมของรัฐบาลทรัมป์

2.ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ Unwinding Yen Carry Trade หากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนส่งผลให้ค่าเงินเยนพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จะกดดันให้นักลงทุนต่างชาติที่เคยกู้ยืมเงินเยนมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ต้องเร่งเทขายสินทรัพย์ (Unwind) เพื่อนำเงินกลับไปคืน ซึ่งจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดทุนทั่วโลก

ปัจจุบัน ค่าเงินเยนถูกทำสถานะขายชอร์ต (Net Short) อย่างหนักจนใกล้เคียงกับสถิติเดิม อย่างไรก็ดี มีกระแสข่าววงในจากผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ว่า BOJ จะไม่ยอมทนเห็นค่าเงินเยนอ่อนค่าทะลุเกิน 160-170 เยนต่อดอลลาร์ และพร้อมที่จะเข้าแทรกแซงตลาด รวมถึงการส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ย

หาก Bond Yield ของญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นจนส่วนต่างกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แคบลง เม็ดเงินมหาศาลกว่า 4-5 ล้านล้านดอลลาร์ที่เคยถูกกู้ยืมในฐานะ Funding Currency ไปลงทุนทั่วโลก จะถูกดึงกลับเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นทันที ซึ่งจะจุดชนวนให้เกิดภาวะ Risk Off เทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอย่างรุนแรง

ขณะที่ ดัชนีความกลัวหรือ VIX Index มักจะปรับตัวพุ่งสูงขึ้นและมีความผันผวนรุนแรงที่สุดในช่วงเดือน กรกฎาคม ถึง กันยายน ของทุกปี ประกอบกับราคาหุ้นในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง (High Valuation)

กลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดในเวลานี้ คือการปรับพอร์ตเน้นตั้งรับ โดยมุ่งเน้นไปที่หุ้นกลุ่ม Defensive และหุ้นที่มีค่า Beta ต่ำ (Low Beta) รวมถึงการถือเงินสดบางส่วน เพื่อรอช้อนซื้อสินทรัพย์พื้นฐานดีในช่วงที่ตลาดเกิดความตื่นตระหนกจากการกลับทิศของค่าเงินเยนในอนาคต

3.ในไตรมาส 3 คาดว่าดอลลาร์จะแข็งค่าและเงินบาทจะอ่อนค่าลง ให้เน้นความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ แนะนำให้ใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานลงมาเป็นโอกาสในการ “ทยอยสะสม” หุ้นกลุ่มธนาคาร,ท่องเที่ยว,นิคมอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้า รับอานิสงส์โดยตรงจากการหลั่งไหลเข้ามาของเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ในโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center และเทคโนโลยี

1.กลุ่มธนาคารพาณิชย์ มีความโดดเด่นอย่างมากและกำลังอยู่ในสถานะ Outperform ตลาดอย่างเห็นได้ชัด จาก

-วัฏจักรการฟื้นตัวของสินเชื่อ โดยความกังวลด้านต้นทุนเครดิต ซึ่งรวมถึงหนี้เสีย และการตั้งสำรองได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2570–2571 ส่งผลให้วงจรการปรับประมาณการกำไรเริ่มโงหัวขึ้น

-มูลค่าที่น่าดึงดูดและงบดุลที่แข็งแกร่ง ด้วยความเสี่ยงขาลงที่จำกัด ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ปลอดภัยมากขึ้น

-ทีเด็ดหุ้นแบงก์ไทยให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5.7 – 8.1% ซึ่งสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ถึง 3-4 เท่า เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอในยุคที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงติดลบจนไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้

2.กลุ่มการท่องเที่ยว เป็นกลุ่มเด่นที่สุด จากปัจจัยหนุนของเมกะอีเวนต์ในไตรมาส 4 รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น Co-payment หุ้นในกลุ่มนี้หลายตัวยังมีมูลค่าที่น่าสนใจ เช่น หุ้น MINT ที่เคยลงไปลึกจนระดับ EV/EBITDA อยู่เพียง 8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าหุ้นท่องเที่ยวระดับโลกทั่วไป

ไตรมาส 4 คาดว่าหุ้นไทยจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ดัชนี MSCI Thailand เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เม็ดเงินในตลาดมีแนวโน้มที่จะเกิดทุนไหลจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่อย่าง DELTA ไปสู่หุ้นกลุ่ม Non-Delta หรือกลุ่ม Domestic Play มากขึ้น

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่น่าจับตาที่สุดในไตรมาส 4 คือ ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งจากกิจกรรม ระดับนานาชาติที่เรียงคิวเข้ามาจัดในประเทศไทย ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูง (Super Premium) เข้าสู่ประเทศจำนวนมาก ได้แก่

-งาน Gastech (15-18 กันยายน) งานประชุมพลังงานและ LNG ระดับโลก คาดมีผู้ร่วมงานกว่า 50,000 คน

-งานประชุม IMF / World Bank (12-18 ตุลาคม) คาดมีผู้เข้าร่วมประชุมระดับพรีเมียมราว 15,000 – 18,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมหาศาล

-งานมหกรรมพืชสวนโลก: คาดดึงดูดผู้เข้าชมงานสูงถึง 3.6 ล้านคน

-เทศกาลดนตรีระดับโลก: งาน Wonderful Festival และคอนเสิร์ต Tomorrowland ที่จะช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวได้อย่างคึกคัก

3.กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์การบริโภคภายในประเทศ แนะนำหุ้นที่กองทุนในประเทศ ให้ความสนใจและมองขาดมาตั้งแต่ต้นปี เช่น กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่ให้ผลตอบแทนเด่นชัด รวมถึงกลุ่มสารสนเทศและเทคโนโลยี และกลุ่มพลังงาน

ทั้งนี้ หุ้นรายตัวที่แนะนำ ได้แก่

-IVL เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของ PET Cycle คาดกำไรฟื้นตัวได้ประโยชน์จาก Strategic Location ที่เหนือกว่าคู่แข่งท่ามกลางต้นทุนขนส่งโลกที่สูงขึ้น

-STECON รับอานิสงส์เต็มๆ จากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของกลุ่ม Data Center

-GPSC ได้ประโยชน์สองเด้งจากราคาต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวลดลง และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI

-ADVANC หุ้นปลอดภัยที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง คาดว่าสามารถรักษาการจ่ายเงินปันผลระดับสูง (Sustain Dividend) ได้ต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 1-2 ปี

– DR Amazon หุ้นเทคฯ โลกที่มี Upside สูงสุดถึง 19% (ตาม Consensus) ในฐานะผู้นำด้าน AI ผ่านแพลตฟอร์ม AWS

-DR SanDisk & ASML ได้อานิสงส์จากอุปสงค์กลุ่ม Memory ชิปที่ฟื้นตัว และเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง Lithographic

แนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือชะลอการลงทุนในกลุ่มพาณิชย์ , กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มการแพทย์ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่กองทุนในประเทศยังมีแรงเทขายและไม่เข้าลงทุนในขณะนี้ ประกอบกับตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังคงลดลง

สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในครึ่งปีหลัง คาดว่าอาจจะยัง “ไม่สดใสนัก” เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่พลิกทิศจากการเตรียมลดดอกเบี้ยกลับมาเป็นการส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น กดดันทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ทองคำจะกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 4 โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากผลการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ของสหรัฐฯ ซึ่งหากผลลัพธ์ออกมาระบุว่าฝ่ายทรัมป์ชนะทั้ง 2 สภา จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์กลับมาอ่อนค่าลง จะเป็นแรงส่งสำคัญให้เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่า และผลักดันให้ราคาทองคำกลับมาเป็นขาขึ้นได้อีกครั้ง

เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิ.ย.2569  หุ้นเทคโนโลยีถูกถล่มขาย ทุบหุ้นเกาหลีใต้ดิ่ง -5.81%  ญี่ปุ่นร่วง -4.15% เซี่ยงไฮ้ -2.25% ฮ่องกง -1.76% ส่วนไทย ลดลง 16.21 จุด หรือ -1.04% ปิดที่ 1,542.34  จุดโดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ  1,347.18 ล้านบาท นักลงทุนไทยซื้อ 460.77 ล้านบาท สวนทางสถาบันทิ้ง -1,439.58 ล้านบาท พอร์ตบล.ขาย -368.37 ล้านบาท นำโดย DELTA  ดิ่ง 22 บาท หรือลดลง 6.75%  ปิดที่ 304 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายอันดับหนึ่ง 6,112.38 ล้านบาท

ด้านตลาดตราสารหนี้ไทย นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 8,785 ล้านบาท

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่า ณ วันนี้ยังไม่มีความคิดจะขึ้นดอกเบี้ย หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1%  โดยจะพิจารณาตามข้อมูลจริง (Data-driven) หากไม่มีความจำเป็นก็ไม่อยากปรับขึ้นเพราะจะกระทบเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยของไทยถือว่าต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ทำหน้าที่ประคับประคองเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้คนไทยคาดว่าเงินเฟ้อปีนี้เฉลี่ยไม่เกิน 3% อยู่ที่ 2.8% และปี 2570 จะอยู่ที่ประมาณ 1.4%

ส่วนค่าเงินบาทที่อ่อนถึง 5-6% ยังเคลื่อนไหวสอดคล้องค่าเงินภูมิภาค เช่น อินโดนีเซียอ่อนค่ามากถึง 8% ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์โลกจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ โดยยืนยันว่าไม่มีเงินทุนไหลออกผิดปกติ และประเทศไทยก็มีทุนสำรองสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีหนี้ระยะสั้นจำกัด

 

 

———————————————————————————————————————————————————–