ดาวโจนส์ปิดบวก 71 จุด Nasdaq ร่วงต่อวันที่สี่ ขายหุ้นเทคขนาดใหญ่

HoonSmart.com>>ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 71 จุด ท่ามกลางการประเมินข้อมูลเศรษฐกิจชุดใหม่ของนักลงทุน ด้านดัชนี Nasdaq ลงต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” เด้งขึ้น 2% ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดนิวไฮ หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) วันที่ 25 มิถุนายน 2569 ปิดที่ 51,920.62 จุด เพิ่มขึ้น 71.72 จุด หรือ +0.14% ท่ามกลางการประเมินข้อมูลเศรษฐกิจชุดใหม่ของนักลงทุน แต่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,357.49 จุด ลดลง 0.73 จุด, -0.01%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,358.60 จุด ลดลง 118.03 จุด, -0.46%

ภาวะตลาดมีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มหุ้น โดยหุ้นกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญญา ประดิษฐ์ (AI) ได้ช่วยหนุนให้ดัชนี Dow Jones Industrial Average พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ระหว่างวัน

ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลดลง นักลงทุนพากันเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหลัก แม้ Micron Technology จะรายงานผลประกอบการและคาดการณ์ผลประกอบการได้ดีเยี่ยมเกินคาดก็ตามและช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าและการใช้จ่ายด้าน AI ที่สูงเกินคาด หุ้น Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำพุ่งขึ้นมากกว่า 15%

อย่างไรก็ตาม บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กลับได้รับผลกระทบ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับกระแสเงินสดอิสระที่ลดลงท่ามกลางการใช้จ่ายด้าน AI ส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) และประเด็นเรื่องผู้ที่จะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว ความกังวลเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่าสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับความต้องการใช้งาน AI ที่ได้รับจากบริษัท Micron และ Qualcomm

ดัชนี Nasdaq ยังได้รับแรงกดดันจากหุ้น Apple ที่ราคาหุ้นร่วงลง 6% หลังจากที่บริษัทประกาศขึ้นราคา MacBook และ iPad ซึ่ง Apple ระบุว่ามาจากราคาชิ้นส่วนประกอบต่างๆ เช่น ชิป ที่พุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ หุ้น Microsoftปรับตัวลดลง 3.5% หลังจากที่บริษัทประกาศขึ้นราคาเครื่องเกมคอนโซล Xbox

หุ้น Nvidia และ Alphabet ต่างก็ปรับตัวลดลงในช่วงระหว่าง 0.5% ถึง 3.5% เช่นกัน

การปรับขึ้นราคาสินค้าทำให้เริ่มมีความกังวลว่าอัตรากำไรของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะถูกบีบตัวลง อันเนื่องมาจากราคาชิปที่ปรับตัวสูงขึ้น

หุ้นผู้ผลลิตชิปอย่าง Sandisk พุ่งขึ้น 22% Western Digital และ Seagate Technology ต่างปรับตัวขึ้น

Qualcomm ประกาศขยายธุรกิจจากสมาร์ทโฟนไปสู่ผลิตภัณฑ์สำหรับศูนย์ข้อมูล เช่น ชิปและเซิร์ฟเวอร์ เพื่อหวังทำกำไรจากกระแสความนิยมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้น หุ้นของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 7% หลังจากตั้งเป้าหมายรายได้ใหม่ที่เกี่ยวข้องไว้ที่ 15 พันล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ใกล้ระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่สงครามอิหร่าน เนื่องจากอุปทานไหลกลับออกมาทางช่องแคบฮอร์มุซ

ความสนใจของนักลงทุนกลับมาที่ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ โดยดัชนีราคา PCE ทั่วไป (Headline PCE) เพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งต่ำกว่า 0.5% ที่นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งสำรวจโดย Dow Jones คาดการณ์ไว้เล็กน้อย ส่วนเมื่อเทียบรายปี ดัชนีปรับตัวขึ้น 4.1% ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

เมื่อไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวน ดัชนีราคา PCE พื้นฐาน (Core PCE) ปรับตัวขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน และ 3.4% เมื่อเทียบรายปี โดยตัวเลขทั้งสองรายการเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้เช่นกัน แม้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 แต่นักลงทุนก็รู้สึกคลายกังวลที่ตัวเลขไม่ได้สูงไปกว่านี้ ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

Jed Ellerbroek จาก Argent Capital Management ตั้งข้อสังเกตว่า อัตราเงินเฟ้อสูงเกินไป แต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในภาวะที่ควบคุมไม่ได้

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 4.396%

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ กระทรวงพาณิชย์รายงานประมาณการครั้งที่ 3 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1 ปีนี้ ว่า GDP ขยายตัว 2.1% ซึ่งสูงกว่า 1.6% ที่นักวิเคราะห์คาด และสูงกว่า 2.0% ประมาณการครั้งที่ 1 และ 1.6% ครั้งที่ 2

กระทรวงพาณิชย์ยังรายงาน ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปเดือนพฤษภาคมว่า ลดลง 4.5% ดีกว่าการลดลง 5.0% ที่นักวิเคราะห์คาด

กระทรวงแรงงานรายงาน จำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ในสัปดาห์ที่แล้ว ลดลง 12,000 ราย สู่ระดับ 215,000 ราย ต่ำกว่า 225,000 รายตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่กระแสความนิยมในหุ้นกลุ่ม AI กลับมาคึกคักอีกครั้งหลังจาก Micron และ Qualcomm เปิดเผยคาดการณ์ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยหนุนตลาดในช่วงต้นของการซื้อขาย

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่ระหว่างวันได้พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 642.09 จุด ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันที่มากที่สุดในรอบเกือบสองสัปดาห์
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 640.21 จุด เพิ่มขึ้น 5.05 จุด, +0.80%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,529.89 จุด เพิ่มขึ้น 68.26 จุด,+0.65%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,431.61 จุด เพิ่มขึ้น 46.12 จุด, +0.55%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,994.83 จุด เพิ่มขึ้น 254.47 จุด, +1.03%

หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนดัชนีให้ปรับตัวขึ้น 1.5% โดยหุ้นของ Bayer พุ่งขึ้น 18.7% จนขึ้นแท่นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงที่สุดในดัชนี STOXX 600 หลังจากบริษัทได้รับชัยชนะทางกฎหมาย เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำสั่งจำกัดขอบเขตคดีความนับพันคดีที่กล่าวหาว่าบริษัทเภสัชกรรมแห่งนี้ละเลยการแจ้งเตือนผู้ใช้งานเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งจากสารออกฤทธิ์ในยาฆ่าหญ้า Roundup

ขณะเดียวกัน การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ช่วยดันให้ดัชนี STOXX 600 พุ่งแตะระดับสูงสุดระหว่างวัน แต่แรงหนุนดังกล่าวก็แผ่วลงในช่วงท้ายของการซื้อขาย โดยกลุ่มนี้ปิดตลาดปรับตัวขึ้น 0.8% หลังจากที่เคยพุ่งขึ้นไปถึง 2.5% ในระหว่างวัน

การคาดการณ์ผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากบริษัท Micron และ Qualcomm ช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนที่มองว่าการปรับตัวขึ้นของหุ้นทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI นั้นอาจสูงเกินความเป็นจริงไปมากแล้ว

หุ้นของผู้ผลิตชิปอย่าง Infineon และ STMicroelectronics ปรับตัวสูงขึ้น 3.1% และ 5.1% ตามลำดับ ขณะที่ ASML ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ ก็ปรับตัวขึ้น 2.6%

ด้าน Siemens Energy ผู้ผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ก็ปรับตัวขึ้น 2.3% เช่นกัน

Martin Frandsen ผู้จัดการกองทุนจาก Principal Asset Management กล่าวว่า แม้ยุโรปอาจจะขาดแคลนบริษัทที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีบางบริษัทที่อยู่ในสถานะที่จะได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญจากกระแสเทคโนโลยีนี้

ในอีกด้านหนึ่ง อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งทะลุระดับ 4% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองต่อไป

ราคาน้ำมันพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นหลังจากที่มีรายงานว่าทางการอิหร่านวางแผนจะสร้างรายได้หลายพันล้านจากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ระบุว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเปิดเส้นทางเดินเรือสายสำคัญนี้ส่งผลให้นักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้

หุ้นของสายการบินราคาประหยัดสัญชาติอังกฤษ EasyJet ปรับตัวขึ้น 6.4% หลังจากที่บริษัทปฏิเสธข้อเสนอเข้าซื้อกิจการครั้งที่ 4 จาก Castlelake ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนของสหรัฐฯ

ด้าน Volkswagen ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 1.3% หลังจากตกลงขาย Everllence ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจเครื่องยนต์ดีเซลของบริษัทให้กับ Bain Capital ในข้อตกลงที่คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 7.4 พันล้านยูโร (8.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 1.58 ดอลลาร์ หรือ 2.25% ปิดที่ 71.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม ส.ค. เพิ่มขึ้น 1.52 ดอลลาร์ หรือ 2.06% ปิดที่ 75.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–