HoonSmart.com>> ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดร่วง ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 507 จุด หลังเฟดลงมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย ส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง “ราคาน้ำมันดิบ” ขยับขึ้น ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวกเล็กน้อย
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ปิดลบ หลังจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือนมิถุนายน พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งในอนาคต
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,492.55 จุด ลดลง 507.12 จุด, -0.98%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,420.10 จุด ลดลง 91.25 จุด, -1.21%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,021.66 จุด ลดลง 354.69 จุด, -1.34%
นักลงทุนคาดการณ์ว่าการเคลื่อนไหวครั้งต่อไปของเฟด จะเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และผู้กำหนดนโยบายคนอื่นๆ คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้นในปลายปีนี้
ที่ประชุมเฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมตามที่คาดการณ์ไว้ แต่การคาดการณ์รายไตรมาสใหม่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารกลาง 9 คนคาดว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปี 2026 เพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แถลงการณ์นโยบายได้ตัดถ้อยคำก่อนหน้านี้ที่บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ออกไป
ในการประชุมครั้งแรกในฐานะประธานเฟด วอร์ชกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าธนาคารกลางจะรักษาเสถียรภาพราคา แต่ที่แตกต่างจากแนวปฏิบัติในอดีตของประธานเฟด คือ วอร์ชไม่ได้ส่งการคาดการณ์เส้นทางอัตราดอกเบี้ย หรือ Dot Plot ของตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของรายงานรายไตรมาส
ตลาดคาดการณ์กันไว้อยู่แล้วว่าผู้กำหนดนโยบายจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% เนื่องจากกำลังรับมือกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงสงครามอิหร่าน
หลังจากการประชุม ฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ บ่งชี้ว่ามีโอกาสมากขึ้นที่เฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนกันยายน มากกว่าที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ส่วนโอกาสที่จะคงอัตราดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปีลดลงมาที่ประมาณ 13% เมื่อเทียบกับ 40% ในวันอังคาร
โดยค่าเฉลี่ยประมาณการอัตราดอกเบี้ยของเฟด ณ สิ้นปีอยู่ที่ 3.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในการคาดการณ์ครั้งก่อนเมื่อเดือนมีนาคม
ไมเคิล เจมส์ กรรมการผู้จัดการและผู้ค้าหุ้นของ Rosenblatt Securities กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่าแถลงการณ์ของเฟดและคำพูดของประธานวอร์ชในการแถลงข่าวมีแนวโน้มแข็งกร้าวขึ้น ประเด็นสำคัญคือ เฟดมุ่งเน้นไปที่ความมุ่งมั่นที่จะสร้างเสถียรภาพด้านราคา และความคิดเห็นเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ
วอร์ชยังได้พูดถึง “บทใหม่” สำหรับเฟด และประกาศโครงการที่ครอบคลุมเพื่อทบทวนประเด็นสำคัญๆ ในการกำหนดนโยบายของธนาคารกลาง เขากล่าวว่าเขาต้องการให้ตลาดการเงินกำหนดราคาหลักทรัพย์โดยอิงจากการตีความข้อมูลทางเศรษฐกิจของตนเอง มากกว่าที่จะพยายามกำหนดราคาตามสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางคิด
ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของนักลงทุนในตลาดหุ้นพุ่งขึ้นมาที่ 18.44 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 วัน
ดัชนีอุตสาหกรรมหลักทั้ง 11 ดัชนีของ S&P 500 ปิดตัวลดลงหลังการประชุม โดยกลุ่มบริการสื่อสาร ลดลงประมาณ 3% เป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุด ขณะที่กลุ่มลดลง 0.1% กลุ่มธนาคารระดับภูมิภาคลดลงมากกว่าธนาคารขนาดใหญ่ โดยดัชนี KBW Regional Banking ปิดลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับการลดลง 0.2% ของดัชนีธนาคาร S&P 500
ไมเคิล เจมส์จาก Rosenblatt ระบุว่าธนาคารระดับภูมิภาคจะได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมากกว่า นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการลดลง 2.3% ของ State Street SPDR S&P 500 homebuilders ETF เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะสร้างแรงกดดันต่อภาคที่อยู่อาศัยด้วย
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชั้นนำนำการปรับลง โดย Microsoft, Meta Platforms, Alphabetและ Amazon ต่างปิดตลาดในแดนลบ หุ้น SpaceX ที่เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็ส่งผลกระทบต่อ ความเชื่อมั่นเช่นกัน โดยปิดร่วงลง 4.9% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกตั้งแต่เข้าเทรดในตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 มิ.ย.) แต่การเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มชิป เช่น Intelและ Micron Technology
ช่วยให้ตลาดโดยรวมไม่ลดลงมาก
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อวานนี้ ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคมจาก กระทรวงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่า 0.5% ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และเมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 6.88%
สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ (NAR) รายงาน ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales)เดือนพฤษภาคม พุ่งขึ้น 3.8% เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้นเพียง 1.0% และเมื่อเทียบรายปี เพิ่มขึ้น 4.8%
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนรอรายละเอียดของข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงแนวโน้มนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่หุ้นกลุ่มยานยนต์ปรับตัวลดลงหลังจาก BMW ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการประจำปี
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 639.31 จุด เพิ่มขึ้น 3.31 จุด, +0.52%เป็นการปรับขึ้นติดต่อกันวันที่ 5
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,508.61 จุด เพิ่มขึ้น 14.40 จุด, +0.14%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,430.79 จุด ลดลง 16.48 จุด, -0.20%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,934.67 จุด เพิ่มขึ้น 24.26 จุด, +0.10%
หุ้นกลุ่มยานยนต์ปรับตัวลงมากที่สุดถึง 3.3% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน BMW ร่วงลงถึง 8.3% หลังจากที่ผู้ผลิตรถยนต์ระดับพรีเมียมรายนี้ปรับลดคาดการณ์กำไรประจำปีลง เนื่องจากความอ่อนแอในตลาดจีนและผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
เบียตา มันเทย์ นักกลยุทธ์ด้านหุ้นของCitigroup กล่าวว่า ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนต่ำกว่าปกติ สำหรับภาคส่วนยานยนต์ สถานการณ์ด้านผลกำไรของภาคส่วนยานยนต์ยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก จากสาเหตุเชิงโครงสร้าง
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า จำนวนซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนยานยนต์ของเยอรมนีที่คาดว่าสภาพธุรกิจจะแย่ลงในปีหน้า มีจำนวนมากกว่าผู้ที่มองโลกในแง่ดีในอุตสาหกรรมนี้แล้ว
หุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่หนุนดัชนี STOXX 600 ให้ปรับตัวขึ้น 1.9% และปรับขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงที่ยาวที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น 1.5% โดย Aixtron เพิ่มขึ้น 6.7% และ BE Semiconductor กับ ASML เพิ่มขึ้นประมาณ 4% หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศปรับตัวขึ้น 0.5%
นักลงทุนทั่วโลกยังคงระมัดระวังก่อนการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในวันศุกร์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าข้อตกลงใหม่นี้ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด และเขาสามารถกลับมาทำสงครามได้อีกครั้งหากไม่พอใจ
ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากมีการประกาศข้อตกลง ส่งผลให้ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ก็ยังคงต่ำกว่าดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ
Barclays เป็นโบรกเกอร์รายล่าสุดที่ประกาศว่าได้ปิดสถานะ underweight ในหุ้นยุโรป และปรับเป้าหมายดัชนี STOXX 600 ขึ้นเป็น 670 จุด จาก 620 จุด
ความสนใจของนักลงทุนหันไปที่การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงบ่าย แม้ว่าคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่รอความเห็นของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช
เจมส์ เดมเมิร์ต หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Main Street Research กล่าวว่า นักลงทุนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การสื่อสารของประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาปรับตัวสำหรับตลาด โดยวอร์ชมีแนวโน้มที่จะใช้เวลาและติดตามดูว่าอัตราเงินเฟ้อจะตอบสนองต่อการลดลงของราคาน้ำมันเมื่อเร็วๆ นี้อย่างไร
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 74 เซนต์ หรือ 0.97% ปิดที่ 76.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 59 เซนต์ หรือ 0.75% ปิดที่ 79.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

