HoonSmart.com>>นายกฯ ตอกย้ำแผนปฏิรูปเชิงโครงสร้าง 4 แกนหลัก เร่งสปีด “Thailand FastPass” ปลดล็อกเม็ดเงินลงทุน 2.2 แสนล้านบาท หนุนยุทธศาสตร์ปักหมุดฮับอาเซียน มุ่งเป้ามาตรฐาน OECD
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand 2026: A Vision for Competitiveness, Investment, and a Future-Ready Economy: From Uncertainty to Confidence – Reform and Resilience in Business” ในงาน JFCCT Prime Minister’s Address Luncheon 2026 ว่า นักลงทุนในปัจจุบันมองหาความเชื่อมั่น ความสามารถในการคาดการณ์ และหุ้นส่วนที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งไทยมุ่งมั่นเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่ได้รับความไว้วางใจ มีเสถียรภาพ และมีความยืดหยุ่นสูงสำหรับการลงทุนระยะยาว
ทั้งนี้ รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. รัฐบาลมุ่งทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบ การขยายบริการภาครัฐในรูปแบบดิจิทัล การลดขั้นตอนการลงทุน และการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความโปร่งใส และความแน่นอนสำหรับภาคธุรกิจ
ยกตัวอย่างกลไก Thailand FastPass ซึ่งช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติการลงทุนและการออกใบอนุญาตจากหลายหน่วยงาน โดยปัจจุบันมีโครงการลงทุนจำนวน 25 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 223,000 ล้านบาท ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลยังเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะการปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อลดข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น ลดความซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น
2. รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมุ่งเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจในสาขาที่มีศักยภาพสูง อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ AI บริการดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาคอาเซียน
3. รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเชื่อว่าแม้ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน แต่เทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อทำงานร่วมกับบุคลากรที่มีทักษะและพร้อมปรับตัว รัฐบาลจึงเร่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อพัฒนากำลังคนให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต เพื่อให้บริษัทที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสามารถเข้าถึงบุคลากรที่มีคุณภาพและมีทักษะตรงตามความต้องการ อันจะช่วยสนับสนุนการเติบโตและความสำเร็จของธุรกิจ
4. รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงของประเทศไทยกับเศรษฐกิจโลก โดยอาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างโดดเด่นที่สุดของโลก ด้วยประชากรมากกว่า 700 ล้านคน และชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์สำคัญใจกลางภูมิภาค ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ไทยมีการเชื่อมโยงนักลงทุนเข้ากับโอกาสทางธุรกิจในอาเซียนและภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เดินหน้าผลักดันความตกลงทางการค้าที่มีมาตรฐานสูง และเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป ตลอดจนการผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของอาเซียน จะช่วยขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเสริมสร้างบทบาทของไทยในฐานะประตูการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่น ซึ่งเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนเข้ากับภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญของโลก
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่สามารถขจัดความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในโลกได้ทั้งหมด แต่รัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริหารประเทศ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด โดยแนวทางดังกล่าวยังสะท้อนผ่านความมุ่งมั่นของไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะช่วยยกระดับธรรมาภิบาล ความสามารถในการแข่งขัน และมาตรฐานสากลของประเทศ
