อินโดนีเซียยอม ‘กลืนยาขม’ กู้วิกฤตตลาดหุ้น-ค่าเงินทรุด

HoonSmart.com>>”อินโดนีเซีย”มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาหลายเรื่อง นอกจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบฉุกเฉินแล้ว รัฐบาลยังระงับการอัดฉีดสภาพคล่องอย่างรุนแรงเข้าสู่ตลาด ปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินสองประเภทที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย 32% เพื่อมุ่งเน้น’เสถียรภาพ’ แสดงให้เห็นว่าทางการกำลังเริ่มตัดสินใจในเรื่องยาก เพื่อพยายามยับยั้งวิกฤติความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กำลังดิ่งลึกในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญปัญหาหนักของประเทศสมาชิกกลุ่ม G20 แห่งนี้

นักลงทุนต่างวิตกกังวลกับนโยบายประชานิยมของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงกดดันที่รับรู้ได้ต่อธนาคารกลางให้ปรับทิศทางสอดคล้องกับวาระส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการใช้จ่ายภาครัฐจำนวนมากในโครงการสวัสดิการสังคมที่ตั้งเป้าไว้สูงและการอุดหนุนราคาน้ำมันจากงบประมาณแผ่นดิน

ความกังวลเหล่านี้ส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียและตลาดหุ้นทรุดตัวลงอย่างรุนแรง วันนี้ ดัชนี IDX Composite ปิดที่ 5,884.07 จุด ลดลง 18.31 จุด หรือ -0.31%

แหล่งข่าวรายหนึ่งที่อยู่ในวงการหารือ ซึ่งนำไปสู่การประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia – BI) ในการประชุมนัดพิเศษจากตารางปกติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การดำเนินการดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล และไม่มีความเห็นแย้งใดๆ ในที่ประชุมนโยบาย

แหล่งข่าวซึ่งขอไม่เปิดเผยตัวตน กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็น “ยาขม” ที่จำเป็นต้องกลืน เพื่อ “เยียวยา” ระบบเศรษฐกิจ ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมตามกำหนดการสัปดาห์หน้า

สถานการณ์ดังกล่าวถือว่าขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับนโยบายผ่อนคลายทางการเงินที่ปราโบโวต้องการ ในขณะที่เขาพยายามจะบรรลุสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งว่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตถึง 8%

ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้วถึง 5 ครั้ง นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคม 2024

นอกเหนือจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว แหล่งข่าวระบุว่า BI และกระทรวงการคลังได้ตกลงที่จะระงับการอัดฉีดสภาพคล่องอย่างรุนแรงเข้าสู่ตลาดในประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่แหล่งข่าวกล่าวว่าได้สร้างแรงกดดันต่อค่าเงิน รูเปียห์เช่นกัน

ขณะเดียวกัน BI ได้ชี้แจงการตัดสินใจเชิงนโยบายดังกล่าวแก่นักลงทุนในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชียอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ว่าการ เพอร์รี วาร์จิโย เข้าร่วมสายด้วยตัวเอง ตามการเปิดเผยของ เดสทรี ดามายันตี รองผู้ว่าการอาวุโส ที่ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์

มาตรการเหล่านี้เห็นผลในทันที โดยเงินรูเปียห์ฟื้นตัวขึ้นมากกว่า 1% มาอยู่ที่ 17,940 รูเปียะฮ์ต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังจากดิ่งลงทุบสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้านดัชนีหุ้นหลัก (.JKSE) ก็ตอบรับในเชิงบวกเช่นกัน โดยพุ่งทะยานขึ้นเกือบ 10% ในการซื้อขายสองรอบล่าสุด

ไม่กี่ชั่วโมงหลังการคุมเข้มนโยบายการเงิน รัฐบาลยังได้ประกาศมาตรการสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือการปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินสองประเภทที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย 32% การปรับขึ้นราคาที่เป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้น

ที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเพื่อตรึงราคาน้ำมันให้คงที่ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ถูกมองว่าทำเพื่อดึงเสียงสนับสนุนจากประชาชน

ส่งผลให้เงินอุดหนุนค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และปุ๋ย พุ่งสูงขึ้นถึง 208% เมื่อเทียบเป็นรายปี มาอยู่ที่ 203 ล้านล้านรูเปียะฮ์ (ประมาณ 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ณ วันที่ 31 พฤษภาคม ตามข้อมูลที่เปิดเผยในเดือนนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อเพดานการขาดดุลงบประมาณ แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปูร์บายา ยูดี ซาเดวา กล่าวว่าฐานะการเงินของรัฐบาลยังคงบริหารจัดการได้ก็ตาม

นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งสัญญาณว่าจะระงับการขยายโครงการแจกอาหารกลางวันฟรีมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นโครงการหลักของปราโบโว แม้ว่าจะไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะตัดลดงบประมาณลง โดยงบประมาณได้รับการปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์แล้ว และหน่วยงานที่ดูแลโครงการระบุว่ากำลังสั่งระงับ (moratorium) การตั้งโรงครัวแห่งใหม่

ธรรมาภิบาลทางการคลังของโครงการ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเข้าถึงประชาชน 83 ล้านคน ถือเป็นข้อกังวลใจที่มีมานานของนักลงทุน และก่อนหน้านี้ปราโบโวเคยส่งสัญญาณว่าเขาจะไม่ยอมถอยในเรื่องนี้

คริสตัล ตัน นักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชียจากสถาบันการเงิน แอนซ์ (ANZ) กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและการปรับขึ้นราคาน้ำมันพร้อมๆ กัน เป็น “การตอบสนองที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดี” ของรัฐบาล และแสดงให้เห็นถึง “ความเต็มใจที่เพิ่มขึ้นของผู้กำหนดนโยบายที่จะปล่อยให้เกิดการปรับตัวของตลาดในระดับหนึ่ง แทนที่จะฝืนต้านทานแรงกดดันที่เกิดขึ้นมากจนเกินไป”

“การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BI ควบคู่ไปกับการปรับราคาน้ำมันสะท้อนสัญญาณที่ชัดเจนว่า รัฐบาลและหน่วยงานทางการเงินกำลังเปลี่ยนจุดเน้นจากวาระ ‘มุ่งเน้นการเติบโต’ (pro-growth) ไปสู่การ ‘มุ่งเน้นเสถียรภาพ’ (pro-stability)” มูฮัมหมัด ไรซาล เตาฟิกูเราะห์มัน หัวหน้าศูนย์เศรษฐศาสตร์มหภาคและการเงินของ INDEF (Institute for Development of Economics and Finance) กล่าว

“ความจริงทางเศรษฐกิจกำลังบีบบังคับให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญของเสถียรภาพ เหนือเป้าหมายการเติบโตที่วางไว้สูง” มูฮัมหมัด ไรซาล เตาฟิกูเราะห์มัน กล่าว

จาเฮน เรซกี นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจและสังคม มหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย มีความเห็นไม่ต่างกัน

“เงินรูเปียห์ยังคงอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง สถานะทางการคลังของเราดูเหมือนจะต้องเผชิญกับอุปสรรคที่รุนแรงกว่ามากในปีนี้เมื่อเทียบกับปี 2025… ขั้นตอนนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็นและสมควรได้รับการยกย่อง” จาเฮนกล่าว

อย่างไรก็ตาม จาเฮนเตือนว่าแม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาปัญหาได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อินโดนีเซียจำเป็นต้องฟื้นฟูความน่าเชื่อถือทางนโยบายกลับคืนมา

“ท้ายที่สุดแล้ว การผสมผสานนโยบายการเงินและการคลังแบบนี้ ก็เหมือนกับการ ‘แก้ปัญหาไม่ตรงจุด’ มันอาจช่วยบรรเทาได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาระดับรากฐานได้ นั่นคือนโยบายที่หลงทิศหลงทาง และความไว้วางใจที่เสื่อมถอยลงต่อความน่าเชื่อถือของผู้กำหนดนโยบายเอง”