HoonSmart.com >>ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย 6 ภูมิคุ้มกันตลาดทุนช่วงที่เหลือของปี ลุ้นรัฐฯคลอดกองทุนโครงสร้างพื้นฐานครึ่งปีหลังไร้ภาระการคลัง เร่งเปิดเงื่อนไข BOI to IPO ไตรมาส 3 เปิดทางยื่นไฟลิ่งต้นปีหน้า
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงปัจจัยท้าทายโลกที่จะกระทบตลาดทุนไทยในช่วงที่เหลือของปี ประกอบด้วย “5T” ได้แก่ T-Thalaram สงครามอิหร่าน , T-Trump นโยบายทรัมป์ มีผลต่อภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองโลกที่กำลังจะกลับเข้ามาสร้างแรงกระเพื่อมต่อทิศทางสินทรัพย์, T-Tech ซึ่งเป็นจุดวัดใจครั้งสำคัญเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องเทคโนโลยี AI ว่าจะสามารถเปลี่ยนโลกและทำเงินในเชิงพาณิชย์ ได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่ AI และการระดมทุนครั้งใหญ่ของบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น SpaceX ซึ่งอาจเข้ามาดูดสภาพคล่องและสร้างความผันผวนให้แก่ระบบ, T-Treasury หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Yield) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา และตัวสุดท้ายคือ T-Thai plus หรือมาตรการและภูมิคุ้มกันภายในประเทศที่เปรียบเสมือนกระสุนสำรองในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
แม้ความท้าทายภายนอกจะรุมเร้า แต่ตลาดทุนไทยยังมีภูมิคุ้มกัน ประกอบด้วย 6 เรื่อง
หุ้นปันผลสูง (Dividend Stocks) โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 5% ซึ่งกลายเป็นหลบภัยที่น่าดึงดูดในภาวะตลาดเช่นนี้ โดยความน่าสนใจของปันผลในช่วงที่เหลือ ต้องเปรียบเทียบกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury) ในอนาคต ที่ปัจจุบันยืนอยู่ระดับ 5% ใกล้ปันผลไทย
ตลาดหุ้นไทยยังมีแต้มต่อในแง่ของมูลค่า (Valuation) ที่ไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปสูงจนเกินความจริง (Overvalued) เหมือนตลาดหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างเกาหลีใต้หรือไต้หวัน ส่งผลให้ในช่วงที่ตลาดโลกเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง แต่หุ้นไทยไม่ได้ทรุดตัวลงลึกเท่ากับประเทศอื่น ๆ หากไทยสามารถจัดวางตำแหน่ง (Positioning) ได้อย่างเหมาะสม ท่ามกลางความกังวลเรื่องฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยีโลก ก็จะกลายเป็นปัจจัยบวกที่ดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลกลับเข้ามาได้
แม้ว่าจะต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงที่สภาพคล่องโลกอาจถูกดูดออกไปสู่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่มุมมองในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) และตัวเลข Fund Flow ของไทยในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมายังคงมีสถานะเป็นบวก
ควบคู่ไปกับการส่งออกที่ยังคงประคองตัวไปได้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นป้อมปราการคุ้มกันในปัจจุบัน

กราฟฟิค เอไอ
สำหรับแนวโน้มเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีลักษณะไหลเข้าและไหลออกสลับกันไป (In-Out) ตามแรงกระเพื่อมของปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มุมมองของนักวิเคราะห์ในตลาดยังคงเสียงแตก แม้ส่วนใหญ่จะคาดการณ์ว่าทิศทางดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ประเด็นสำคัญคือเรื่องของระยะเวลา (When?) ซึ่งความไม่ชัดเจนนี้จะส่งผลให้เม็ดเงินเคลื่อนย้ายเข้าออกอย่างผันผวนเป็นเรื่องปกติของตลาด
แม้เรื่องของดุลบัญชีดินสะพัดมีแนวโน้มลดลง แต่ระบบเศรษฐกิจไทยมีจุดแข็งที่เป็นภูมิต้านทานแข็งแกร่ง 5 ด้านหลัก ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องการเกิดวิกฤตซ้ำรอยปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้งได้อย่างสิ้นเชิง ประกอบด้วย
เงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งในการรองรับแรงกระแทกจากอัตราแลกเปลี่ยน
ธนาคารพาณิชย์ของไทยมีระดับเงินกองทุน (Capital) ที่สูงมากและมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตลาดทุนไทยเปิดกว้างให้บริษัทเอกชนสามารถระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้น IPO หรือการออกหุ้นกู้ได้อย่างคล่องตัว เนื่องจากมีสภาพคล่องภายในประเทศรองรับอย่างเพียงพอ
ภาครัฐยังมีขีดความสามารถและพื้นที่ในการบริหารจัดการคลัง โดยทยอยออกความช่วยเหลือและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง
ดัชนีหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปสูงจนเป็นฟองสบู่ ทำให้เวลาเกิดความผันผวนรุนแรงในระดับโลก ตลาดหุ้นไทยจึงไม่ได้ปรับตัวลดลงรุนแรงตามไปด้วย
ทางด้านผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไทย งบดุล (Balance Sheet) สะท้อนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) อย่างต่อเนื่อง โดยในยุคที่ต้นทุนการดำเนินงานรอบด้านปรับตัวสูงขึ้น บริษัทไทยสามารถบริหารจัดการเพื่อคงอัตรากำไร (Margin) และรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานได้อย่างโดดเด่น ซึ่งสะท้อนความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการปรับตัวและเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี
ในส่วนของนโยบายการคลัง ปัจจุบันมีเครื่องมือและกลไกหลากหลายรูปแบบ ทั้งการใช้งบประมาณโดยตรงจากภาครัฐ, การดำเนินงานผ่านกลไกของรัฐวิสาหกิจ และการระดมทุนผ่านรูปแบบพันธมิตรร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ มาตรการในลักษณะเดียวกับ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเงินงบประมาณจากภาครัฐจะถูกเพิ่มอำนาจการซื้อ (Multiply) ด้วยเงินสมทบจากภาคเอกชนอีกราว 40% ซึ่งเมื่อเกิดการหมุนเวียนและจับจ่ายใช้สอยในระบบ เม็ดเงินดังกล่าวจะหมุนกลับเข้ามาสู่ระบบภาษีเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พื้นที่ทางการคลังและส่งแรงหนุนต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่อไป
นอกจากนี้ มาตรการสำคัญที่ตลาดทุนกำลังจับตามองคือ การจัดตั้ง กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infra Fund) และมาตรการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ซึ่งเป็นกลไกการระดมทุนผ่านตลาดทุนโดยตรงเพื่อนำไปใช้ในโครงการพัฒนาประเทศ โดยไม่สร้างภาระหนี้หรือผูกพันงบประมาณแผ่นดิน (Fiscal Burden) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญ
เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบสูงมาก
จากข้อมูลในอดีต กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infra Fund) เคยประสบความสำเร็จในการระดมทุนมูลค่าสูงถึง 1-2 แสนล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เช่น โครงการทางด่วนและโรงไฟฟ้า ซึ่งเครื่องมือทางการเงินนี้จะช่วยลดภาระงบดุลของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ทำให้สามารถนำงบประมาณส่วนอื่นไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมได้
นอกจากนี้ รูปแบบโครงสร้างของ Infra Fund ยังมีความใกล้เคียงกับสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ (Fixed Income) ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ จึงถือเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่งในภาวะที่ตลาดโลกมีความผันผวนสูง
ปัจจุบันตลาดยังคงอยู่ระหว่างการรอคอยรายละเอียดและโครงสร้างของกองทุนที่จะอนุมัติออกมาอย่างเป็นทางการ
สำหรับประเด็นความกังวลเรื่องภาวะการขาดดุลแฝด (Double Twin Deficits) ทั้งการขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น ประเมินว่า ประเด็นดังกล่าวจะกลายเป็นความเสี่ยงรุนแรงก็ต่อเมื่อโครงสร้างหนี้ของประเทศส่วนใหญ่เป็นหนี้ต่างประเทศ
แต่โครงสร้างหนี้ไทยส่วนใหญ่เป็นหนี้ภายในประเทศ (Domestic) และเป็นหนี้ระยะยาว (Long-term) ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านดุลชำระเงิน (Balance of Payment Deficit) ไม่ลุกลาม และช่วยลดความรุนแรงต่อการขาดดุลทางการคลังลงได้มาก ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตในปี 2540 ที่ค่าเงินผันผวนรุนแรงจนทำให้ภาระหนี้พุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว
ยิ่งไปกว่านั้น หากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกิดจากการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบเพื่อรองรับการลงทุนผ่านโครงการ BOI จะถือเป็นการขาดดุลในระดับที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว (Healthy Deficit) มากกว่าจะเป็นสัญญาณอันตราย ซึ่งหลังจากนี้ยังคงต้องติดตามตัวเลขงบดุลและโครงสร้างราคาพลังงานในเชิงลึกต่อไป
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการพบนักลงทุนสถาบันต่างชาติให้ความสนใจโครงการิพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียน หรือ JUMP+ และติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้เคยประสบความสำเร็จและเห็นผลตอบแทนที่จับต้องได้จากการลงทุนในโครงการลักษณะเดียวกันนี้ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมาแล้ว
นับว่า เป็นมุมบวกต่อตลาดทุนไทย โดยเฉพาะในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (Mid-to-Small Caps) ที่เข้าร่วมโครงการ ที่ได้รับความสนใจจากกองทุนระดับโลก
สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนระยะยาวยังคงมองหาโอกาสในสินทรัพย์ไทย แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นก็ตาม
จากเงื่อนไขที่ว่า บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ JUMP+ จะต้องทำการอัปเดตแผนการดำเนินงานทุก ๆ 6 เดือน ซึ่งในช่วงกลางปีนี้ตลาดจะได้เห็นว่า แผนงานในครึ่งปีแรกสามารถบรรลุเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ในงาน SET in the City ที่กำลังจะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้าด้วย
สำหรับ ความคืบหน้าการดึงบริษัทที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจากบอร์ดบีโอไอเข้าสู่ตลาดหุ้น หรือโครงการ “BOI to IPO” ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานและจัดทำกรอบการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างใกล้ชิด
ซึ่งถึงขั้นตอนการยกร่างและเขียนแนวทางปฏิบัติ (Guidelines) คาดว่าจะสามารถนำเสนอรายละเอียดทั้งหมดต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติได้ภายใน ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
หลังจากบอร์ดให้การอนุมัติแล้ว จะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการเดินสายเข้าพบและสำรวจบริษัทที่มีศักยภาพในพอร์ตฟอลิโอของ BOI ถ้าบริษัทเหล่านี้สนใจ IPO จะสามารถยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing) เพื่อระดมทุนในตลาดหุ้นในช่วง ปีหน้า หลังจากที่บริษัทจดทะเบียนทำการปิดงบการเงินและรายงานผลประกอบการประจำปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นไทม์ไลน์ที่สมเหตุสมผลสำหรับกรอบการระดมทุนขนาดใหญ่
