HoonSmart.com>>กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ส่งสัญญาณงบ Q2 โตกระโดด ค่าไฟพุ่ง บุ๊กกำไรขายหุ้นโรงไฟฟ้าปากลาย รับปันผล KBANK อีก 2,840 ล้านบาท ธุรกิจ Data Center ฮอตยอดจองเต็ม 3 แห่งรวด คาดกวาดกำไรเมกะวัตต์ละ 20 ล้านบาท ลั่นปี 2569 รายได้โตตามเป้า 10-15% เตรียมขายหุ้นกู้ 2 หมื่นล้านบาท ก.ย.นี้ให้ประชาชนทั่วไป
น.ส.ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) คาดผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการรับรู้ Load factor ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยหนุน Heat rate margin ให้เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมบันทึกกำไรจากการขายหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าเขื่อนปากลาย 770 เมกะวัตต์ ให้แก่ JRE คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,900 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบัน GULF ถือหุ้น 49% และ JRE ถือ 51% รวมทั้งจะมีการบันทึกเงินปันผลรับจากธนาคารกสิกรไทย (KBANK) อีกราว 2,840 ล้านบาท เข้ามาในงบการเงินไตรมาส 2 นี้ด้วย
ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้า Jackson ในสหรัฐอเมริกา คาดว่าผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป เนื่องจากค่า Capacity Payment จะปรับเพิ่มขึ้นจาก 270 เหรียญต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 เหรียญต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ที่เติบโตสูงในตลาด PJM และมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอีกเป็น 333 เหรียญต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570
สำหรับ ผลประกอบการปี 2569 ทั้งปี ตั้งเป้ารายได้และ EBITDA ของทั้งปีนี้เติบโตอย่างต่อเนื่องที่ประมาณ 10-15% ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของปีนี้ มาจากการทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 700 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการโซลาร์ฟาร์ม 4 โครงการ และโครงการโซลาร์บวกแบตเตอรี่อีก 2 โครงการ รวม 6 โครงการ (กำลังผลิตราว 623 เมกะวัตต์) ซึ่งมีกำหนด COD ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 (กุมภาพันธ์, พฤศจิกายน, ธันวาคม) จะทำให้มีกำไรเพิ่มปีละเกือบ 600-700 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2568
นอกจากนี้ ยังมีโครงการขยะชุมชนที่เชียงใหม่ ขนาด 10 เมกะวัตต์ ที่จะเปิดดำเนินการภายในปีนี้ (คาดหนุนกำไร 120 ล้านบาทต่อปี) และโครงการโซลาร์รูฟท็อปที่จะทยอย COD เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกประมาณ 160 เมกะวัตต์
ด้านธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มอเตอร์เวย์ สาย M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีปริมาณการจราจรเฉลี่ยสูงถึง 44,000 คันต่อวัน,มอเตอร์เวย์ สาย M6 (บางปะอิน-โคราช) มีการปรับเปลี่ยนกำหนดการเนื่องจากความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่จากกรมทางหลวง คาดว่าจะเลื่อนไปเปิดดำเนินการในไตรมาส 1 ปี 2570
สำหรับธุรกิจนำเข้าแก๊ส ในปีนี้ตั้งเป้านำเข้า LNG ประมาณ 70 ลำ หรือคิดเป็น 4-5 ล้านตัน โดยมีแผนเพิ่มประสิทธิภาพผ่านกระบวนการ Optimization คาดว่าจะสร้างกำไรจากธุรกิจ LNG ได้ราว 1,000 ล้านบาทภายในปีนี้
ทางด้านธุรกิจโทรคมนาคมและดิจิทัล ผลประกอบการของ AIS มีแนวโน้มดีขึ้นจากการขยายฐานผู้ใช้บริการ 5G, การเพิ่มขึ้นของ ARPU (ARPU Uplift) ผ่านแพ็กเกจมูลค่าเพิ่ม, คอนเทนต์ใหม่โดยเฉพาะด้านกีฬาและภาพยนตร์ รวมถึงการทำ Hyper-personalization เพื่อเสริมแกร่งธุรกิจโมบายล์และบรอดแบนด์
ส่วนธุรกิจ Data Center ภายใต้ GULF Edge นั้น ในส่วนของ GSA 01 กำลังการผลิต 25 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการแล้ว ลูกค้าจะ Ramp up เต็มกำลังภายในกลางปีนี้ ส่วน GSA 02 กำลังการผลิต 38 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างพัฒนา คาดเปิดบริการไตรมาส 1 ปี 2570 รองรับกลุ่มลูกค้า Hyperscaler ทั้งฝั่งตะวันตกและจีน รวมถึงลูกค้าองค์กร (Enterprise)
ขณะที่ GULF Edge Data Center 01 กำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่าง GULF (70%) และ AIS (30%) ในลักษณะ Build-to-Suit เซ็นสัญญากับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว คาดเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2570
คาดว่า จะมีรายได้จาก Data Center ประมาณ 100 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์/ปี มีกำไรประมาณ 20 ล้านบาท ต่อ 1 เมกะวัตต์/ปี ปัจจุบันมียอดจอง (Demand) จากลูกค้าเต็มกำลังการผลิตทั้ง 3 แห่งเรียบร้อยแล้วและเริ่มทยอยเข้ามา
ด้านงบลงทุน 5 ปีข้างหน้า วางไว้ 130,000 – 140,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 70% ลงทุนในธุรกิจก๊าซ เช่น LNG Port, LNG Terminal และ Gas Pipeline อีก 20% ลงทุนในธุรกิจดิจิทัล เช่น Data Center, Cloud และ AI อีก 5% ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (ท่าเรือแหลมฉบัง) และ 5% ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ
สำหรับแหล่งเงินทุน จะมาจากกระแสเงินสดในมือ โดยคาดว่าจะได้รับเงินปันผลจากบริษัทในเครือเข้ามาสูงถึงปีละ 40,000 – 50,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ประกอบกับการระดมทุนผ่านหุ้นกู้และวงเงินสินเชื่อ ซึ่งปัจจุบัน GULF มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ในระดับต่ำเพียง 0.9 เท่า เมื่อเทียบกับเกณฑ์ Bond Covenant ที่ 3.5 เท่า ทำให้ยังมีช่องว่างในการจัดหาเงินทุนอีกมาก
ต้นปีที่ผ่านมา GULF ได้ออกหุ้นกู้ในประเทศไปแล้ว 35,000 ล้านบาท และมีแผนจะออกเพิ่มอีกราว 20,000 ล้านบาทในเดือนกันยายนนี้ เพื่อเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดหาเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐวงเงินราว 400 – 600 ล้านเหรียญ ซึ่งจากการเดินสาย Roadshow ในต่างประเทศ ที่ สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี รวมถึงกับธนาคารต่างชาติ ทั้งในจีน ไต้หวัน อินเดีย และเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีและมีผู้ให้ความสนใจจำนวนมาก ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมดีมานด์
นายรัฐพล ชื่นสมจิตติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF ตอบคำถามแผนการควบรวมและซื้อกิจการในอนาคตว่า ยังคงมองหาและศึกษาโอกาสอยู่หลายโครงการครับ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและในอีกหลายประเทศ แต่อาจจะยังไม่ได้สรุปชัดเจนจนถึงขั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเกิดแน่นอน หลักการคือถ้าโครงการไหนดี ผลตอบแทนเหมาะสม ความเสี่ยงต่ำ ก็พร้อมพิจารณา โดยขนาดของดีลที่กำลังดูอยู่จะมีตั้งแต่ขนาด 100 ล้านเหรียญ ไปจนถึง 300–400 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการไปตั้งออฟฟิศที่สหราชอาณาจักร (UK) เพราะ GULF มองเห็นโอกาสเติบโตของพลังงานหมุนเวียน (Renewable) ในฝั่งยุโรปค่อนข้างมาก ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ Offshore Wind กังหันลมผลิตไฟฟ้าในทะเล ซึ่งตลาดที่นั่นขยายตัวสูงมาก จึงได้จัดตั้งทีมงานต่างชาติไปสเตชัน (Station) อยู่ที่นั่นเลย เป็นทีมงานแบบ Dedicated 100% เพื่อทำหน้าที่เฟ้นหาโครงการดีๆ ส่งกลับมาให้ทางกรุงเทพฯ พิจารณา โดยจะประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนเป็นรายเคส (Case-by-case)
สำหรับ สถานการณ์ราคาและต้นทุนก๊าซ LNG ตอนนี้เริ่มปรับตัวลดลงมาและอยู่ในลักษณะนิ่งๆ สามารถจัดหาได้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นซื้อจากซัพพลายเออร์ที่มีลักษณะเป็นพอร์ตโฟลิโอ ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงจัดหา LNG ได้จากหลายแหล่งทั่วโลก ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตะวันออกกลางอย่างเดียว เช่น ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของราคา LNG เลย เนื่องจากต้นทุนก๊าซทั้งหมดสามารถผ่านเกณฑ์ Pass-through (ส่งผ่านต้นทุน) ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ทำไว้กับภาครัฐได้ทั้งหมด
ด้านความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ และโอกาสในการทำ Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าตรงระหว่างเอกชน ขณะนี้ทราบว่าทางภาครัฐกำลังเร่งทำแผน PDP โดยรอบนี้จะมีการบรรจุความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ๆ เข้าไปด้วย เช่น กลุ่ม Data Center และ EV ที่เติบโตสูงมาก คาดว่าอีกประมาณ 3–4 เดือนข้างหน้า น่าจะได้เห็นดราฟต์แรกออกมารับฟังความคิดเห็นประชาชน (Public Hearing)โดย GULFมีความพร้อมสูงสุดครับ เนื่องจากมีที่ดินในมืออีกเป็นจำนวนมากที่พร้อมจะนำมาติดตั้งระบบโซลาร์เพื่อผลิตและจ่ายไฟตรงให้กับกลุ่ม Data Center ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น Data Center ในเครือของ GULF เอง หรือบริษัทข้ามชาติอื่นๆ ที่สนใจพลังงานสะอาด
นายกิจพัฒน์ วงษ์เมตตา หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ GULF กล่าวว่า ในไตรมาส 1/2526 GULF มีรายได้รวมอยู่ที่ 39,041 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20.7% (YoY) และ 20.3% (QoQ) โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจาก 3 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้
ธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซ รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งจากกลุ่ม IPP และ SPP เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศที่สูงขึ้น ประกอบกับ กฟผ. มีคำสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้า IPP มากขึ้น ทั้งนี้ในส่วนของโรงไฟฟ้า SPP มีการหยุดซ่อมบำรุงลดลง ส่งผลให้ยอดจำหน่ายไฟฟ้าแก่ลูกค้าอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน รับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศ กำลังการผลิตรวม 597 เมกะวัตต์ ที่เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ไปเมื่อปลายปี 2525 นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนามยังได้ข้อสรุปอัตราค่าไฟใหม่กับ EVN ทำให้มีการบันทึกรายได้ย้อนหลังอีก 636 ล้านบาท
ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค มีรายได้ค่าก่อสร้างตามสัญญาสัมปทานเข้ามา 3,434 ล้านบาท ตามความคืบหน้าของงานก่อสร้างท่าเทียบเรือก๊าซและคลังจัดเก็บ LNG Terminal
ทางด้านกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 16,134 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% YoY, 14.5% QoQ ขณะที่กำไรหลักจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 9,326 ล้านบาท ทะยานขึ้น 43.2% (YoY) และ 18.2% (QoQ)
นอกจากรายได้ที่เติบโตแล้ว บริษัทยังได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Advance (AIS) ที่มีผลประกอบการดีขึ้นจากรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) ที่สูงขึ้นและต้นทุนคลื่นความถี่ (Spectrum Cost) ที่ลดลง รวมถึงโรงไฟฟ้า Jackson ในสหรัฐฯ ที่ได้รับค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Payment) เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าเป็น 270 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์/วัน
สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 9,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.9% (YoY) โดยสาเหตุที่ต่ำกว่ากำไรหลักเล็กน้อย เป็นผลมาจากการบันทึกผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์สุทธิรวม 210 ล้านบาท
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีสินทรัพย์รวม 820,652 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1% จากสิ้นปี 2568 จากการลงทุนต่อเนื่องในโครงการพลังงานหมุนเวียน โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม และ LNG Terminal
หนี้สินรวม 442,532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% จากการออกหุ้นกู้และการเบิกเงินกู้ระยะยาวเพื่อใช้พัฒนาโครงการ ส่วนของผู้ถือหุ้น 378,120 ล้านบาท ขึ้น 3.3% จากกำไรสะสมที่เติบโต
ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ์และไม่มีหลักประกันมูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.36% อายุเฉลี่ย 6.4 ปี โดยมียอดจองล้นถึง 1.4 เท่า สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E) อยู่ที่เพียง 0.91 เท่า ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ข้อกำหนดสิทธิ (Covenant) ที่ตั้งไว้ที่ 3.5 เท่าอยู่มาก ทำให้บริษัทฯ ยังมีช่องว่างทางการเงิน (Headroom) อีกค่อนข้างมากในการเดินหน้าลงทุนและขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต
