ธปท.คุมค่า’ฟี’กดกำไรแบงก์1.5-2% GDPไตรมาส 3 โต 3.2% ปีนี้โต 2%

HoonSmart.com>>ผู้ว่าฯ ธปท. ยกเครื่องค่าบริการพื้นฐานของสถาบันการเงินและบัตรเครดิตเป็นมาตรฐานเดียวกัน และปรับลดค่าธรรมเนียมหลายรายการ ปลดภาระรายย่อย–SME คาดกระทบกำไรแบงก์ไม่เกิน 1.5-2% จากปัจจุบันมีกำไรเฉลี่ย ประมาณ 2.8 แสนล้านบาท/ปี ด้านเศรษฐกิจคาดไตรมาสโต 3.2% เงินเฟ้อพีคสุด 5-5.2% ส่งออกทั้งปีลุ้นโต 12-13% ไม่ห่วงดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ที่มาจากการลงทุนโดยตรงสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์กำหนดค่าบริการและการให้บริการให้เป็นมาตรฐาน และปรับลดค่าธรรมเนียมหลายรายการลง เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยค่าบริการที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระเกินสมควร โดยครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งจะทำให้การเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นมาตรฐานเดียวกัน ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการยิ่งขึ้น

“เป้าหมายสำคัญคือช่วยเหลือประชาชนรายย่อยและ SME โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมที่ในปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนไปแล้ว ต้นทุนแทบไม่เหลือ หรือมีต้นทุนต่ำกว่าที่เรียกเก็บกันอยู่ในปัจจุบัน” นายวิทัยกล่าว

นอกจากนี้ ยังพบว่าค่าบริการบางรายการที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเรียกเก็บยังแตกต่างกันมาก หรือค่าบริการบางรายการยังมีหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนได้ไม่ชัดเจน ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งปรับลดหลายรายการลงให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้น โดยสรุปรายการค่าธรรมเนียมที่ปรับได้ดังนี้

1. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก (Deposit-related) ได้แก่ ค่าขอรายการเดินบัญชีเงินฝาก (statement) ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน และค่ารักษาบัญชีเงินฝากกรณีที่ไม่เคลื่อนไหวและมียอดคงเหลือน้อยกว่าที่กำหนด (dormant account) โดยกำหนดเพดานค่าขอรายการเดินบัญชีและหนังสือรับรองฐานะทางการเงินไว้ที่ 100 บาทต่อรายการ ขณะที่การขอผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ดำเนินการฟรี ส่วนค่าธรรมเนียมรักษาบัญชีที่ไม่มีความเคลื่อนไหว จะปรับลดเหลือไม่เกิน 20 บาทต่อเดือน จากเดิมที่หลายธนาคารเรียกเก็บ 50-100 บาทต่อเดือน

2. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Card-related) ได้แก่ ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐานและบัตรเดบิตพื้นฐานรายปีในปีแรกลงเหลือประมาณ 150-200 บาท จากเดิมที่บางแห่งเรียกเก็บ 300-400 บาท รวมถึงลดค่าธรรมเนียมเบิกเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่อหมุนเวียนจาก 3% เหลือ 2.5%

3. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (Payment transaction-related) ได้แก่ ค่าบริการข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงิน เช่น การฝาก ถอน โอนเงินที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และที่สาขา การโอนเงินผ่านระบบบาทเนต การฝากเช็ค และการรับชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการ ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (commission in lieu of exchange) และค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

ซึ่งถือเป็นมาตรการที่มีผลต่อผู้ใช้บริการจำนวนมาก โดยยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมข้ามเขตหลายประเภท ทั้งการชำระเงิน การฝากเช็ค และการโอนเงินที่เดิมคิดค่าธรรมเนียมประมาณ 0.1% ของยอดธุรกรรม และยังปรับลดค่าธรรมเนียมบริการโอนเงินแบบบาทเน็ต (BAHTNET) สำหรับลูกค้ารายย่อยและ SMEs จาก 250 บาท เหลือ 100 บาทต่อรายการ รวมถึงลดค่าธรรมเนียมการใช้เงินตราต่างประเทศในบัญชี FCD โดยไม่แปลงสกุลเงิน (Commission in Lieu) ลงประมาณครึ่งหนึ่ง จากเดิมที่บางธนาคารเรียกเก็บในอัตรา 2.5%

4. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้แก่ ค่าบริการการใช้สินเชื่อ (front-end fee) ค่าบริการขยายระยะเวลาการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา ค่าบริการต่ออายุวงเงินสินเชื่อในรูปแบบวงเงินหมุนเวียน ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนด (prepayment fee) กรณีสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา และค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน (cancellation fee) มีการกำหนดเพดานค่าธรรมเนียม Front-end Fee หรือค่าเขียนวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 2.5% และสำหรับวงเงินสินเชื่อ 15 ล้านบาทแรก จะต้องไม่เกิน 250,000 บาท พร้อมยกเลิกค่าธรรมเนียมหลายรายการ เช่น ค่าต่ออายุวงเงิน ค่าขยายวงเงิน และค่ายกเลิกวงเงิน

ขณะที่ค่าปรับกรณีชำระหนี้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) จะยังสามารถเรียกเก็บได้ แต่ต้องไม่เกิน 3% และใช้ได้เฉพาะกรณีที่ลูกหนี้ชำระหนี้มาแล้วไม่เกินครึ่งหนึ่งของระยะเวลากู้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการรีไฟแนนซ์หรือเปลี่ยนสถาบันการเงิน โดยจะต้องไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายรายการอื่น ค่าบริการรายการใหม่ หรือปรับอัตราดอกเบี้ย เพื่อทดแทนค่าบริการที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บได้ลดลง

ในกรณีที่ผู้ให้บริการไม่สามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการต้องคืนเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บเกินกว่าที่หลักเกณฑ์กำหนดให้แก่ลูกค้านับตั้งแต่วันที่หลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับ รวมถึงต้องจัดทำแผนและกรอบระยะเวลาดำเนินการเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

นายวิทัยกล่าวว่า  มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารลดลง แต่ประเมินว่าผลกระทบต่อกำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์จะอยู่ที่เพียง 1.5-2% ของกำไรรวมทั้งระบบ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 280,000 ล้านบาทต่อปี ไม่มากแต่จะเป็นเม็ดเงินที่ช่วยลดภาระต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ธปท. กำหนดให้ทุกธนาคารต้องดำเนินการปรับระบบและปรับลดค่าธรรมเนียมให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 หากมีการเรียกเก็บเกินกว่าเพดานที่กำหนด จะต้องคืนเงินส่วนต่างให้แก่ลูกค้าโดยอัตโนมัติ

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้จัดงาน “Governor Connect” โดยนายวิทัยกล่าวว่า จากการที่ได้เข้ามารับตำแหน่งและทำงานร่วมกับทีมรองผู้ว่าฯ และผู้ช่วยผู้ว่าฯ มาเป็นเวลา 8 เดือนแล้ว ธปท. ได้เร่งปรับบทบาทองค์กรให้เท่าทันต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยในการสื่อสารครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค และมาตรการเฉพาะจุด

“ต้องยอมรับว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลช่วยประคองเศรษฐกิจรายไตรมาสได้ดี โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะเริ่มดำเนินการช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ย.ทำให้ GDP ไตรมาส 3 ที่เคยคาดว่าจะโตเพียง 1.9% อาจเพิ่มขึ้นเป็น 3.2% การกระตุ้นรอบนี้มีผลดึงเศรษฐกิจขึ้นมา ซึ่งทั้งปีมีโอกาสขยายตัวได้สูงถึง 2% เครื่องยนต์หลัก จะมาจากการบริโภคภาคเอกชน โดยคาดว่าจะขยายตัวจาก 1.6% เป็น 2.6% และมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจถึง 1.5%”

สำหรับเงินเฟ้อ ธปท. ประเมินว่าเฉลี่ยทั้งปีจะเพิ่มขึ้นจาก 2.9% เป็น 3.0% หลังรวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 3 และต้นไตรมาส 4 เงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 5-5.2% ส่วนในปี 2570 จะทยอยปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 เดือนเม.ย.เนื่องจากฐานของปีนี้อยู่ในระดับที่สูงมากและสถานการณ์สงครามน่าจะคลี่คลายลงแล้ว เงินเฟ้อจึงจะลดลงตามราคาน้ำมัน คาดเฉลี่ยทั้งปีหลังรวมผลของมาตรการรัฐแล้วจะลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.4%

“เราจับตาเรื่องเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดมาก แต่ด้วยข้อมูล ณ วันนี้ ยังเชื่อมั่นว่าคือการขึ้นของราคาจากน้ำมันในช่วงสั้นๆ เงินเฟ้อคือ Percentage Change ของราคา การที่จะโตทีละ 3-4% ไปได้ทุกปี แปลว่าราคาน้ำมันต้องวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด แต่ถ้าเริ่มคงที่หรือลดลงมา หรือต่อให้ราคาในเดือนเม.ย.ปีหน้าเท่าเดิม แรงกดดันฝั่งเงินเฟ้อที่เป็นเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงก็ลดลงแล้ว ทำให้เราคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินได้ ซึ่งแบงก์ชาติส่วนใหญ่ในหลายประเทศก็คิดเหมือนไทย คือมองเป็นผลกระทบระยะสั้นที่ไม่ส่งผลต่อระยะกลางและระยะยาว และยังไม่เห็นสัญญาณที่น่ากังวลของภาวะ “Stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อสูง  ดังนั้น แนวโน้มส่วนใหญ่จึงจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ เว้นแต่บางประเทศที่มีปัญหาเงินเฟ้อสูงมากอยู่แล้ว ” นายวิทัยกล่าว

ในภาวะที่เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน มีความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อภารกิจหลักของธนาคารกลางคือการดูแลเสถียรภาพด้านราคา หรือเงินเฟ้อเป็นสำคัญ โดยนโยบายการเงินทั้งหมดถูกออกแบบบนสมมติฐานและการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะกลางเป็นหลัก การดำเนินนโยบายการเงินเป็นแบบ “Data Dependent” หรืออาศัยข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นตัวกำหนดทิศทาง หากในอนาคตมีปัจจัยใหม่ที่ทำให้เงินเฟ้อไม่ได้ชะลอลงตามที่คาด แต่กลับเร่งตัวต่อเนื่องจนกลายเป็นปัญหาในระยะกลาง นโยบายการเงินก็อาจต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่แรงกดดันเงินเฟ้อรอบนี้เกิดจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก โดยเฉพาะราคาพลังงาน ไม่ใช่การขยายตัวร้อนแรงของอุปสงค์ภายในประเทศ ดังนั้น การใช้นโยบายดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อจึงอาจไม่มีประสิทธิภาพมากนัก

ส่วนการส่งออกในปีนี้  ธปท.ประเมินว่ามีโอกาสขยายตัวในระดับเลขสองหลัก โดยอาจอยู่ในช่วงประมาณ 12-13%แม้การนำเข้าน้ำมันในช่วงเดือนเม.ย.จะทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดออกมาติดลบในระยะสั้น แต่มองว่าเป็นเรื่องระยะสั้น จึงคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้น่าจะเคลื่อนไหวใกล้ระดับสมดุล หรืออาจติดลบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

” การพิจารณาว่าดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบเป็นเรื่องน่ากังวลหรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงที่มา หากเกิดจากการบริโภคหรือการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจในระยะยาว ย่อมเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง แต่หากการขาดดุลเกิดจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้ามาสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต ความกังวลต่อการขาดดุลดังกล่าวก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต ก็ถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก”นายวิทัย กล่าว