HoonSmart.com>>คปภ.ประเมินผลกระทบจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง เศรษฐกิจซบทำเบี้ยประกันภัยรับรวมโตต่ำกว่าเป้า เหตุต้นทุนพุ่ง ประกันต่อเข้มรับงานธุรกิจเดินทาง การบิน พลังงาน ทรัพย์สิน ฉุดผลการดำเนินงานปี 2569
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วเศรษฐกิจโลก ทั้งราคาพลังงานที่พุ่งสูง ความผันผวนของตลาดทุน และต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจประกันภัยไทยโดยตรง
หลักๆ คือ ราคาพลังงานที่สูง ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ผลักดันต้นทุนสินไหมทดแทนสูงขึ้น ทั้งค่าซ่อมแซม ค่ารักษาพยาบาล และค่าแรง
สงครามทำให้ความเสี่ยงโลกพุ่งขึ้น ตลาดประกันภัยต่อมีแนวโน้มคัดเลือกรับความเสี่ยงเข้มงวดขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนบริษัทไทย โดยเฉพาะในธุรกิจเดินทาง การบิน พลังงาน และทรัพย์สิน กระทบต้นทุนบริษัทไทยที่มีการทำประกันภัยต่อไปต่างประเทศร่วม 80%
แล้วบริษัทประกันวินาศภัย มี อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio: CAR) รองรับได้ไหม
จะกระทบต่อธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต อย่างไร
กรณีดังกล่าว นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ยืนยันว่า ระบบประกันภัยไทยยังคงมีความมั่นคงแข็งแกร่งและสามารถรองรับความผันผวน จากปัจจัยภายนอกได้
โดยขอให้ประชาชนและผู้เอาประกันภัยมั่นใจว่า บริษัทประกันภัยไทยยังมีฐานะเงินกองทุนและสภาพคล่อง อยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐานการกำกับดูแลอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงศักยภาพในการรองรับความเสี่ยงและความสามารถ ในการดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะนี้ คปภ. ทำการติดตามเชิงรุก วิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Stress Test) และติดตามบริษัทประกันภัยที่มีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบประกันภัยไทย เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประกันภัย และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจประกันภัยสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและสร้างหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้ ข้อมูล ณ ไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio: CAR) อยู่ที่ 442.4 %และ 367.2% ตามลำดับ ซึ่งยังสูงกว่าระดับ ที่สำนักงาน คปภ. กำหนดไว้ที่ 140% สะท้อนถึงความเข้มแข็งของฐานะเงินกองทุนของภาคธุรกิจประกันภัยไทย และความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ในระดับที่เหมาะสม
ขณะที่ การประเมินผลกระทบต่อฐานะความมั่นคงของ ภาคธุรกิจประกันภัยภายใต้สถานการณ์จำลอง (Internal Stress Test Scenario) ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมความเสี่ยงจากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร การลดลงของมูลค่าตราสารทุน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ส่งผลต่อต้นทุนค่าสินไหมทดแทน รวมถึงผลกระทบต่อเบี้ยประกันภัยสงครามและตลาดประกันภัยต่อ จาก
ผลการทดสอบบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยส่วนใหญ่ยังคงมีระดับเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์การกำกับดูแลอย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันยังได้ดำเนินการทดสอบด้านสภาพคล่อง (Liquidity Test) ทั้งในระยะสั้นและระยะกลางถึงระยะยาว ซึ่งผลการประเมินพบว่า ภาพรวมบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับภาระผูกพัน และสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ในระดับที่เหมาะสม
ทั้งนี้ คปภ. ยังได้ผลักดันภาคธุรกิจประกันภัยนำผลกระทบและความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกรอบบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร (ERM) และรายงานการประเมินความเสี่ยงและความมั่นคงทางการเงิน (ORSA) ให้กับ คปภ.ด้วย
นายชูฉัตร คาดว่า ปี 2569 เบี้ยประกันภัยรวมจะชะลอลงจากประมาณการเดิมที่คาดไว้ (คปภ.ประเมินเบี้ยประกันรับรวมปีนี้จะโต 3.5%) จากแรงกดดันของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อที่อ่อนแอลง ตลาดประกันภัยต่อโลกมีแนวโน้มคัดเลือกรับความเสี่ยงเข้มงวดขึ้นและส่งผลต่อต้นทุนการรับประกันภัยต่อ โดยเฉพาะประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การขนส่งทางทะเล การบิน พลังงาน ประกันภัยทรัพย์สิน และประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก รวมถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะ ตลาดการเงิน อาจส่งผ่านมายังแนวโน้มการดำเนินธุรกิจประกันภัยไทยในระยะข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม คาดว่า ประกันสุขภาพยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความตระหนักด้านสุขภาพของประชาชน แม้อาจเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านค่ารักษาพยาบาลและต้นทุนเวชภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น

