HoonSmart.com>>BAM เบอร์หนึ่งธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) เดินหน้าปรับโมเดลธุรกิจ มุ่งสร้างกำไรโตยั่งยืน ยกระดับบทบาทสู่การเป็น “โรงพยาบาลแก้หนี้” แห่งประเทศไทย เปลี่ยนแนวคิดจาก” การทวงถามหนี้” เป็น”การรักษาโรคหนี้ “วิเคราะห์ปัญหา ออกแบบการปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย น่าจะเป็นแนวทางให้ AMC ที่มีอยู่ 89 แห่ง เรียนรู้การแก้หนี้ จากเดิมมองเพียงมูลค่าสินทรัพย์ ไม่ได้มองศักยภาพของลูกหนี้ ทำให้ไปต่อไม่ได้…

นายรักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) กล่าวว่า BAM เป็นผู้นำในธุรกิจ AMC ในสภาวะเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน การขายทรัพย์ชิ้นใหญ่ที่มีสัดส่วนประมาณ 30% ของพอร์ต สามารถทำได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันลูกหนี้อาจจะถูกปรับลดเงินเดือน ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้น้อยลง ดังนั้นการแก้ปัญหาหนี้จะทำเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ จะต้องรักษาโรคหนี้ภายใน 3 ปี ด้วยการให้โอกาสและออกแบบให้ลูกค้าแต่ละรายผ่อนชำระตามศักยภาพ ทำให้การปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด สร้างรายได้ให้อย่างสม่ำเสมอ และยังช่วยลดภาระในการตั้งสำรองให้กับ AMC ด้วย
BAM จะเปิดโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ภายใต้แนวคิด “ทางออกของหนี้ เพื่อชีวิตที่ไปต่อได้” ใจถึงลดเงินต้นสูงสุด 30% หรือผ่อนสบายไร้ดอก 3 ปีแรก ผ่อนเบาจบไวใน 10 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาตั้งหลักทางการเงินอีกครั้ง ด้วยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่อนปรน ซึ่งจะช่วยให้ลูกหนี้รายใหม่เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้มากยิ่งขึ้น และตอกย้ำบทบาทองค์กรในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM มาก่อน โดยมียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อทุกประเภท ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน รวมถึงลูกหนี้ที่ยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และหลักประกันยังไม่ถูกเจ้าหนี้บังคับคดี โดย BAM ได้กำหนดแนวทางช่วยเหลือไว้ 2 รูปแบบ ได้แก่
• กรณีปิดบัญชี ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ในอัตราไม่น้อยกว่า 70% ของยอดเงินต้นคงเหลือ ภายใน 60 วันนับจากวันอนุมัติ โดยไม่คิดดอกเบี้ย
• กรณีผ่อนชำระ ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระรายเดือนดอกเบี้ย 0% 3 ปีแรก ผ่อนเบาจบไวใน 10 ปี
ทั้งนี้ทั้ง 2 รูปแบบเป็นไปตามเงื่อนไขที่ BAM กำหนด
นอกจากนี้ BAM ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์ เพิ่มพันธมิตรอีก 4 ราย เช่น ธนาคาร ร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ พร้อมทำงานละเอียดรอบคอบมากขึ้น เช่นการนำหนี้ทุกชิ้นขึ้นสายพาน เข้ามาก่อนให้แก้ไขก่อน ทำงานแข่งกับเวลา พร้อมติดตามลูกหนี้จะให้เจอภายใน 1 ปี ช่วยให้การแก้หนี้สำเร็จได้เร็วขึ้น ลดภาระสำรอง และเพิ่มกำไรสุทธิ ทั้งนี้ในปี 2568 BAM มีกำไรจากการดำเนินงานมากกว่า 4,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากการขายหนี้ก้อนใหหญ่ แต่เมื่อหักภาระการตั้งสำรองหนี้กว่า 2,000 ล้านบาท คงเหลือกำไรสุทธิเพียง 1,812 ล้านบาท
สำหรับเป้าหมายในปี 2569 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 2,000 ล้านบาท เชื่อว่าจะทำได้ตามแผนที่วางไว้ และลดการสำรองหนี้เหลือ 1,000 ล้านบาท โดยคงเป้าหมายผลเรียกเก็บไว้ที่ 17,900 ล้านบาท มาจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPLs) จำนวน 10,500 ล้านบาท และการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPAs) จำนวน 7,400 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 5,000-8,000 ล้านบาทในการซื้อหนี้ใหม่เข้ามาบริหารราว 10,000 ล้านบาท ทำให้ปลายปีมีหนี้เสียภายใต้การบริหารคิดเป็นมูลหนี้รวม 6 แสนล้านบาทช่วยหนุนรายได้ในระยะยาว ทั้งนี้ กำไรที่เกิดขึ้นในปี 2569 BAM จะมีการปรับนโยบายในการจ่ายเงินปันผลจากปีละ 1 ครั้งเพิ่มเป็น 2 ครั้ง เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีรายได้สอดคล้องกับการใช้จ่าย ส่วนอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรเคยจ่ายเฉลี่ย 70% แต่ปีก่อนจ่ายสูงถึง 90% เพื่อดูแลผู้ถือหุ้น
” BAM ประมูลหนี้เสียจากสถาบันการเงินได้ในราคาที่ต่ำ สามารถทำธุรกิจค้าส่ง แบ่งขายหนี้เสียให้กับ AMC ได้กำไรทันทีประมาณ 5% โดยมี AMC สนใจซื้อต่อ เพราะได้ในราคาที่ต่ำกว่าประมูลเองโดยตรง หนี้ภายใต้การบริหาร 6 แสนล้านบาท ประเมินเป็นมูลค่าสิทธิสูงถึง 2 ล้านล้านบาท เพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ผลตอบแทนต่อทรัพย์สิน (ROA) เทิร์นอะราวด์ การทำธุรกิจ AMC ในยุคนี้ดีมีมาร์จิ้นมากกว่า 20% ” นายรักษ์กล่าว

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 นายรักษ์กล่าวว่า มีกำไรกว่า 217 ล้านบาท ถึงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความผันผวน แต่ยังสามารถรักษาผลประกอบการให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ สร้างผลเรียกเก็บได้ 3,026 ล้านบาท ในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จาก NPLs จำนวน 2,039 ล้านบาท ปรับโครงสร้างหนี้ 69% เช่นการลดภาระงวดผ่อนให้กลุ่มเปราะบาง สามารถเพิ่มลูกหนี้รายใหม่เกือบ 600 คน และบริหารจัดการ NPAs 987 ล้านบาท ขายทรัพย์ได้ 853 รายการเพิ่มขึ้น 14%
” การทำธุรกิจยุคใหม่ มีการก่อหนี้ลดลง จะใช้สภาพคล่องส่วนเกิน ในส่วน BAM ก็มีสุขภาพหนี้ที่ดี เคยมีสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น(DE) สูงถึง 2.7 เท่า ปัจจุบันลดลงเหลือ 1.96 เท่า ต่ำที่สุดในธุรกิจ AMC พยายามจะประคองไม่ให้เกิน 2 เท่า นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงิน ก็ลดลง จากระดับ 3.56% ต่อปี ลงมาเหลือ 3.26% คาดว่าภายในปีนี้จะเหลือ 3%”นายรักษ์กล่าว
BAM วางแนวทางการสร้างกระแสเงินสดทั้งจากการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสม อีกทั้งการช่วยกลุ่มเปราะบางในการเข้าถึงโอกาสในการมีที่อยู่อาศัยได้มากขึ้นผ่านโครงการทรัพย์มหาชน พลัส รวมไปถึงการใช้กลยุทธ์ 3 ฟันเฟือง ได้แก่
ฟันเฟืองที่ 1 ด้วยการบริหาร NPLs& NPAs อย่างเข้มข้น
ฟันเฟืองที่ 2 การลงทุนในระบบพร้อมการทำ e-Marketplace
ฟันเฟืองที่ 3 การสร้างคนด้วย Hybird Talent ซึ่งจะช่วยทำให้โครงสร้างรายได้ของ BAM มีเสถียรภาพมากขึ้น พร้อมนำไปสู่การเติบโตขององค์กรได้อย่างยั่งยืน
นายรักษ์กล่าวว่า BAM มีกำไรที่เติบโต และธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ไม่สอดคล้องกับราคาหุ้นที่หุ้นละ 6.40 บาท มีมาร์เก็ตแคปประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะต้องมีการออกโรดโชว์ให้ข้อมูลนักลงทุนรายใหญ่ นักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตามยอมรับว่า ราคาหุ้นของ BAM คงไม่กลับไปถึงระดับ 17.40 บาทตอนเสนอขาย IPO เพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปลายปี 2562
ทั้งนี้ BAM มีมูลค่าหุ้นทางบัญชี อยู่ที่ 13.92 บาท ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ระดับ P/BVเพียง 0.46 เท่า PE 11.33 เท่า อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงกว่า 7% ต่อปี
บล.หยวนต้าฯมองบวกให้เป้า 8.90 บาท
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มอง BAM มีพัฒนาการที่น่าสนใจมากขึ้น แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 2 เบื้องต้นคาดลดลง YoY จากฐานสูง แต่จะเห็นการเร่งตัวขึ้นดีจากไตรมาสแรก (QoQ) ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside 35.9% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2569 เดิมที่ 8.90 บาท และคาดให้อัตราผบตอบแทนเงินปันผลอีก 7.0% จึงคงคำแนะนำซื้อ
ส่วนการตั้งเป้ากำไรสุทธิสู่ระดับ 2,000 ล้านบาทในปี 2569 เติบโตจากปีก่อน โดยลดการพึ่งพาการชำระหนี้ของลูกหนี้รายใหญ่ แต่เน้นที่การลดต้นทุนทางการเงินสอดรับกับการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ที่มีดอกเบี้ยจ่ายลดลง การเร่งปรับโครงสร้างหนี้จากลูกหนี้รายใหม่ รวมถึงการเร่งปิดการขาย NPAs ผ่านช่องทางของพันธมิตร รวมถึงการตั้งสำรองที่ปีนี้มีทิศทางลดลง
