HoonSmart.com >> “STELLA” ตัวเบาเคลียร์หนี้ 2.1 พันล้าน จบข้อพิพาทคดีก่อสร้าง “เลเจนด์ สยาม” สะท้อนความมุ่งมั่นทีมผู้บริหารชุดปัจจุบัน เร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาในอดีต และฟื้นฟูความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทฯ สร้างความเชื่อมั่นผู้ถือหุ้น นักลงทุน

บริษัท สเตลล่า เอ็กซ์ (STELLA) เตรียมปิดจบหนี้ค่าก่อสร้างโครงการ เลเจนด์ สยาม จำนวน 2,111 ล้านบาท หลังเจรจาลดหนี้ลงเหลือ 1,500 ล้านบาทได้สำเร็จ พร้อมนำเงินที่เตรียมจำหน่ายทรัพย์สินโครงการ เลเจนด์ สยาม ประมาณ 2,450 ล้านบาท ชำระหนี้ทั้งหมด
จำนวนหนี้ที่ลดลงในครั้งนี้เป็นผลสำเร็จจากความพยายามอย่างต่อเนื่องของฝ่ายบริหารบริษัทฯ ในการเจรจาตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งในปี 2567 ให้บริษัท ณุศา เลเจนด์ สยาม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ชำระหนี้ค่าก่อสร้างโครงการเลเจนด์ สยาม ให้แก่บริษัท ซีเอ็นไอ 22 (ไทย) คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัท ไชน่า นิวเคลียร์ อินดัสทรี 22 จำกัด โดยความพยายามดังกล่าวนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงร่วมกันระหว่างคู่สัญญาในที่สุด
สำหรับหนี้สินส่วนที่เจรจาได้สำเร็จจำนวน 1,500 ล้านบาท บริษัทฯ มีแผนจำหน่ายทรัพย์สินในโครงการ เลเจนด์ สยาม มูลค่ารวมประมาณ 2,450 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย ที่ดินจำนวน 12 แปลง เนื้อที่รวม 184 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 123 รายการ เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ตามแผนที่วางไว้อย่างเป็นระบบ โดยบริษัทฯ จะนำเสนอรายการจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าว ต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2569 ในวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติการเข้าทำธุรกรรม ตามประกาศรายการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน และประกาศรายการที่เกี่ยวโยงกันครบถ้วน พร้อมแต่งตั้งที่ปรึกษาการเงินอิสระ (IFA) เป็นที่เรียบร้อย
นายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ กรรมการและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร STELLA กล่าวว่า หากดำเนินการได้ลุล่วงจะชำระหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมด พร้อมชำระคืนเจ้าหนี้อื่นบางราย รวมถึงค่าธรรมเนียมการโอนและซื้อขายแล้ว บริษัทฯ จะได้รับเงินคืนจากบริษัทย่อยดังกล่าวประมาณ 735 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและเสริมสภาพคล่องทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ อันจะเป็นรากฐานสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืนต่อไป
“ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นอีกก้าวที่สะท้อนความมุ่งมั่นของทีมผู้บริหารชุดปัจจุบันในการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาในอดีต เพื่อฟื้นฟูความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทฯ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย” นายณัฐพศิน กล่าวในที่สุด
