TRUE คงเป้ารายได้ปี 2569 โต 2-3% กำไร EBITDA ที่ 7-9%

HoonSmart.com>> ทรู คอร์ปอเรชั่น คงเป้ารายได้ปี 2569 โต 2-3% กำไร EBITDA ที่ 7-9% คงงบลงทุน 25,000 ถึง 27,000 ล้านบาท เน้นบำรุงรักษา-พัฒนาโครงข่าย เข้มบริหารต้นทุนรับมือต้นทุนค่าไฟพุ่ง-ความผันผวนทางเศรษฐกิจ

น.ส.นอรีน คัยอุม หัวหน้าสายงานนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) กล่าวในงานบริษัท​จดทะเบียนพบผู้ลงทุนว่า บริษัทฯยังคงเป้าการเติบโตของรายได้จากการบริการไว้ที่ 2-3% เป้าหมายกำไร EBITDA ที่ 7-9% โดยมีความเป็นไปได้ที่จะทำตัวเลขได้ในระดับขอบล่างของเป้าหมาย จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ต้นทุนที่สูงขึ้น และเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ที่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขที่ชัดเจนสำหรับไตรมาสที่ 2 และไตรมาส 3

ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน บริษัทฯ เน้นควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง มีการปรับลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพื่อนำไปสนับสนุนส่วนที่สร้างรายได้แทน ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ

ส่วนค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้นนั้น ได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว โดยคาดว่าการปรับอัตราค่าไฟฟ้าในเดือนพฤษภาคมจะเริ่มส่งผลกระทบต่อต้นทุนโครงข่ายในช่วงครึ่งหลังของไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป

สำหรับการลงทุนในปีนี้ ยังคงงบลงทุนไว้ที่ 25,000 ถึง 27,000 ล้านบาท เหมือนเดิม โดยเน้นไปที่การบำรุงรักษาและพัฒนาโครงข่ายเพื่อรักษาคุณภาพสัญญาณและรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น ณ สิ้นไตรมาส 1 ปัจจุบัน มีจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งาน 5G บนเครือข่ายแล้วกว่า 18.4 ล้านเครื่อง

งบลงทุนดังกล่าว ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการถือครองคลื่นความถี่ใหม่ คลื่นย่าน 2100 MHz ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันกำลังจะหมดอายุลงในเดือนธันวาคม ปี 2027 ซึ่งตามหลักการแล้วควรจะมีการจัดประมูลขึ้นก่อนกำหนดการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและแผนการประมูลที่ชัดเจนจะต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากทางหน่วยงานกำกับดูแล (กสทช.)

ปัจจุบันบริษัทถือครองชุดคลื่นความถี่ (Spectrum Portfolio) ที่แข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะคลื่นความถี่ย่านกลาง (Mid-band) ซึ่งมีปริมาณมากที่สุดในประเทศไทย และยังไม่มีแผนที่จะใช้สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ใหม่เพิ่มเติมในระยะอันใกล้นี้

ด้านความร่วมมือกับกลุ่มซีพีและกลุ่ม Ascend ผ่านความร่วมมือกับ True IDC และ TrueMoney ในบริการ Virtual Bank นั้นเป็นไปในลักษณะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และการเป็นตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น ซึ่งบริษัทไม่มีนโยบายที่จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยตนเองเนื่องจาก True IDC จะเป็นผู้ดำเนินการลงทุนหลัก ขณะที่ TrueMoney จะทำหน้าที่เป็นช่องทางอำนวยความสะดวกในการชำระค่าบริการต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้าของทรูแบบครบวงจร ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การบริหารงานของกลุ่ม Ascend และกลุ่มซีพีโดยตรง ไม่ได้อยู่ภายใต้โครงสร้างการบริหารของทรู คอร์ปอเรชั่นแต่อย่างใด

น.ส.นอรีน กล่าวถึงผลกำไรสุทธิประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่การควบรวมกิจการที่ 6,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นการทะยานขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากตัวเลข EBITDA ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและการยุติรายการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ก้อนใหญ่จากการบริหารจัดการเสาสัญญาณที่เคยเกิดขึ้นในปีก่อนหน้า ขณะที่อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการบริการพุ่งสูงขึ้นเป็น 68.3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายประจำปีที่บริษัทเคยวางไว้

ที่สำคัญ บริษัทประสบความสำเร็จในการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ลงเกือบ 30% จากการรับรู้ผลประโยชน์ของการควบรวม (Synergy) และการเดินหน้าปรับปรุงโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการบำรุงรักษาเสาสัญญาณลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ จากการสิ้นสุดสัญญาเช่าคลื่นความถี่กับ NT มูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาท เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ภาระทางการเงินลดลง แม้จะมีการปรับฐานค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (Regulatory Cost) ให้สูงขึ้นตามเงื่อนไขใหม่ก็ตาม

ภาพรวมธุรกิจรายกลุ่ม ธุรกิจบรอดแบนด์ยังสร้างสถิติจำนวนผู้ใช้งานสุทธิใหม่เพิ่มขึ้น 36,000 รายในไตรมาสเดียว แต่รายได้จากธุรกิจโทรทัศน์ลดลงกว่า 32.6% หลังจากบริษัทตัดสินใจไม่ต่อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก (EPL) เนื่องจากเป็นส่วนงานที่สร้างผลขาดทุน  ทำให้บริษัทสามารถประหยัดต้นทุนด้านคอนเทนต์และช่วยรักษาขีดความสามารถในการทำกำไรในภาพรวมให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น ท่ามกลางสภาพการแข่งขันที่เข้มข้น

ด้านโครงสร้างทางการเงิน หนี้สินต่อกำไร (Leverage Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 3.8 เท่า ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลรวม 4.8 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 14 สตางค์ต่อหุ้น โดยมีอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) สูงถึง 73%

ด้านรายได้จากการบริการ แม้ตัวเลขรวมจะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 41,000 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาในรายกลุ่มธุรกิจพบว่า ธุรกิจโมบายล์และธุรกิจออนไลน์ยังคงรักษาวิถีการเติบโตไว้ได้ โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 100 ล้านบาท และ 200 ล้านบาทตามลำดับ

ทั้งนี้ รายได้รวมที่ลดลงเกือบ 10% เป็นผลจากการสิ้นสุดสัญญาเช่าคลื่นความถี่และการโรมมิ่งภายในประเทศกับ NT ซึ่งเป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่บริษัทได้คาดการณ์และแจ้งต่อตลาดทุนไว้ล่วงหน้าแล้ว รวมถึงปัจจัยด้านฤดูกาลที่ยอดขายสินค้า (Product Sales) ปรับลดลงหลังสิ้นสุดช่วงการเปิดตัว iPhone ในไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับ ฐานลูกค้าผู้ใช้งานมือถือเพิ่มขึ้น 1.3% จากไตรมาสก่อน คิดเป็นจำนวนผู้ใช้งานใหม่กว่า 6 แสนราย แบ่งเป็นกลุ่มเติมเงิน 3.65 แสนราย และกลุ่มรายเดือน 2.48 แสนราย แม้ว่ารายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ARPU) ในกลุ่มรายเดือนจะมีการปรับตัวลดลงจากการเข้าร่วมโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” (Study Anywhere Anytime) ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นแพ็กเกจราคาประหยัดสำหรับเยาวชน แต่บริษัทมองว่านี่เป็นการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะสร้างประโยชน์และฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นในระยะยาว

บริษัทฯยังคงมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าจากลูกค้าเดิมได้อย่างโดดเด่น โดยสามารถผลักดันให้ ARPU แบบผสม (Blended ARPU) เติบโตขึ้น 4.5% ขณะที่กลุ่มเติมเงินมี ARPU พุ่งสูงขึ้นกว่า 10% สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินกลยุทธ์ที่เน้นการคัดกรองผู้ใช้งานที่มีคุณภาพ (Quality Acquisition) ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจมหาภาคและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่เมื่อเทียบกับปีก่อน