EA ฟื้นตัวชัด Q1 กำไร 361 ลบ. ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าโต 62%

HoonSmart.com >>EA ไตรมาส 1/69 กำไรสุทธิ 361.82 ลบ.  EBITDA ปกติแตะ 1,896 ล้านบาท กระแสเงินสดดำเนินงานกว่า 2,037 ล้านบาท ธุรกิจ EV โต 62.6% QoQ   สะท้อนผลดำเนินงานเริ่มกลับมาแข็งแกร่ง  และการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด 

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์  (EA)  รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 361.82 ล้านบาท จากขาดทุนสุทธิ 4,651.24 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่ EBITDA ไม่รวมรายการที่ไม่ใช่เงินสดที่มีนัยสำคัญอยู่ที่ 1,895.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.0% QoQ และมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 2,037.25 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวของผลประกอบการ การบริหารต้นทุน และสภาพคล่องทางการเงินที่ยังแข็งแกร่ง  แรงสนับสนุนจากธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่เติบโต 62.6% QoQ

ไตรมาส 1/2569 EA มีรายได้รวม 3,328.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% จากไตรมาสก่อนหน้า แม้ลดลง 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหลักมาจากการสิ้นสุดสิทธิ Adder ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จังหวัดลำปาง และการปรับโมเดลธุรกิจไบโอดีเซล สู่รูปแบบรับจ้างผลิต ซึ่งทำให้การรับรู้รายได้ เปลี่ยนจากยอดขายเต็มจำนวน เป็นค่าบริการ  ช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาวัตถุดิบ และทำให้โครงสร้างกำไรมีความชัดเจนมากขึ้น

ด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทมีกำไรขั้นต้น 1,326.77 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 40.8% ฟื้นตัวจากระดับติดลบในไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 134.04 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 361.82 ล้านบาท พลิกกลับมาเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ หากไม่รวมรายการที่ไม่ใช่เงินสดที่มีนัยสำคัญ บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 500.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากไตรมาสก่อนหน้า

ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมีรายได้ 429.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6% QoQ และมากกว่า 100% YoY จากการส่งมอบรถรวม 64 คันในไตรมาสนี้

ส่วนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนยังคงเป็นฐานรายได้และกระแสเงินสดหลักของบริษัท โดยมีรายได้ 2,277.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.0% จากไตรมาสก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน EA เดินหน้าขยายโอกาสในธุรกิจที่มีศักยภาพสร้างรายได้ประจำระยะยาว ทั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมใหม่ 2 โครงการ รวม 180 เมกะวัตต์

โครงการกำจัดขยะบนเกาะล้าน ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว และโครงการโรงไฟฟ้าขยะจังหวัดภูเก็ต ขนาด 8 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างและคาดว่าจะ COD ได้ภายในสิ้นปี 2569 รวมถึงการต่อยอดโครงการ Bangkok E-Bus Programme ผ่านการส่งมอบ ITMOs จำนวน 49,717 หน่วยในไตรมาสนี้

นอกจากนี้ EA ยังได้รับสัญญาณเชิงบวกด้านความเชื่อมั่นจากการที่ TRIS Rating ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทเป็น “Stable” จากเดิม “Negative” พร้อมคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ที่ระดับ “BB+” โดยสะท้อนมุมมองต่อสถานะสภาพคล่องและความสามารถในการบริหารภาระหนี้ที่ปรับตัวดีขึ้น หลังบริษัทดำเนินมาตรการทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายระยะเวลาครบกำหนดชำระคืนหุ้นกู้ การรีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะยาว และการบริหารโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านสภาพคล่องในระยะสั้น และเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัท

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า ปี 2569 อาจเป็นปีสำคัญที่ EA เริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาของผลประกอบการและความเชื่อมั่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งจากการพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง การปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการได้รับมุมมองเชิงบวกด้านเครดิต อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง รักษาวินัยทางการเงิน และให้ความสำคัญกับการสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว

นายวสุ กลมเกลี้ยง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน EA  กล่าวว่า  ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ถือเป็นก้าวที่น่าพอใจบนเส้นทางการฟื้นตัวของกลุ่มบริษัท โดยกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่กลับมาเป็นบวก ขณะที่ EBITDA ปกติและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง สะท้อนว่า Core Business ของเรายังสามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้มองผลประกอบการไตรมาสนี้ว่าเป็นจุดหมายปลายทาง แต่เป็นสัญญาณที่ยืนยันว่าทิศทางที่บริษัทกำลังดำเนินอยู่เริ่มสะท้อนผลในเชิงรูปธรรมมากขึ้น ทั้งการปรับโครงสร้างธุรกิจ การควบคุมต้นทุน การรักษาสภาพคล่อง และการจัดสรรเงินลงทุนไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ประจำและกระแสเงินสดในระยะยาว

EA จะยังคงให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง และการขยายธุรกิจที่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานสะอาด เพื่อสร้างโครงสร้างรายได้ที่สมดุลและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน เจ้าหนี้ ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในระยะยาว”