HoonSmart.com>>”บางจากฯ” (BCP) เปิดผลงานไตรมาส 1/69 มีรายได้ขายและบริการ 142,528 ล้านบาท EBITDA 17,795 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6,143.76 ล้านบาท พุ่งขึ้น 190% กำไรสต็อกน้ำมัน 8,299 ล้านบาท กำไรดำเนินงาน 953 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดผลิตเฉลี่ยที่ 279,800 บาร์เรลต่อวัน ปริมาณจำหน่ายน้ำมันรวม 3,700 ล้านลิตร คาดผลกระทบศึกตะวันออกกลางจะทยอยรับรู้ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป รักษาความต่อเนื่องด้านพลังงานของประเทศ รับมือผันผวนตลาดโลก
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) เปิดเผยผลการดำเนินงานงวดไตรมาแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิ 6,143.76 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 4.17 บาท เพิ่มขึ้น 4,028.46 ล้านบาท หรือ 190.44%จากกำไรสุทธิ 2,115.30 ล้านบาทหรือ 1.54 บาทต่อหุ้นช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกตั้งแต่เดือนมี.ค. 2569 กลุ่มบริษัทบางจากยังคงยืนหยัดทำหน้าที่สนับสนุนความต่อเนื่องในการจัดหาและส่งมอบพลังงานของประเทศ และด้วยความมุ่งมั่นในการจัดหาน้ำมันดิบที่มีคุณภาพจากหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางในระดับที่จำกัด
อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวและความไม่แน่นอนของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบ ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ (Crude Premium) ต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากภาวะสงคราม (War Risk Premium) ซึ่งบริษัทฯ จะทยอยรับรู้ผลกระทบตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ บริษัทฯได้พยายามอย่างเต็มความสามารถในการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติม รวมถึงจัดหาจากแหล่งใหม่ ๆ เพื่อรักษาอัตราการกลั่นและรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ โดย ณ ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้จัดหาน้ำมันดิบไปแล้วถึงเดือนก.ค. 2569 พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิดและปรับแผนการดำเนินงานอย่างทันท่วงที เพื่อบริหารต้นทุนและความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างเหมาะสม
บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ และได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภค อาทิ เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับภาคขนส่ง ภาคประมง และภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการดำเนินโครงการ “Fry to Fly – 2 ลิตร แลก 1 ลิตร” ภายใต้แนวคิด “น้ำมันครัวแลกน้ำมันรถ” เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค อีกทั้งยังได้รับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาด 700,000 บาร์เรล ซึ่งเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย สู่ท่าเรือโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาตามแผน รวมถึงสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิตและมีกำหนดส่งมอบผลิตภัณฑ์เป็นครั้งแรกภายในเดือนพ.ค. 2569
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทบางจากยังรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และรับรู้ผลประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง รวมประมาณ 2,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 1,800 ล้านบาท จากการบริหารการจัดหาและสั่งซื้อน้ำมันดิบ รวมถึงการบริหารกำลังการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชา พร้อมทั้งขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านการเข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น Chevron Hong Kong Limited (CHK) ในสัดส่วน 100% ซึ่งประกอบไปด้วยสถานีบริการน้ำมันจำนวน 31 แห่ง พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ เพื่อสนับสนุนการบริหารธุรกิจโรงกลั่น การค้าน้ำมัน และธุรกิจการตลาดในระยะยาว ตลอดจนรองรับการพัฒนาธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทรแบบครบวงจร ซึ่งคาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2569
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 142,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) และเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน(YoY) มี EBITDA 17,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% QoQ และเพิ่มขึ้น 40% YoYมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ที่ไม่รวมรายการพิเศษ) 953 ล้านบาท ทั้งนี้ หากรวมรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในไตรมาส บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 6,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.17 บาท
นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงผลงานของแต่ละธุรกิจ โดยธุรกิจโรงกลั่น มี EBITDA 10,245 ล้านบาท สูงขึ้นมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและปีก่อน จากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ระดับ 279,800 บาร์เรลต่อวัน ค่าการกลั่นพื้นฐานที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 18.57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตาม Crack Spread ในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากภาวะอุปทานที่ตึงตัวในเดือนมีนาคม อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมทั้งการรับรู้กำไรจากสต๊อกของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ เทียบเท่า 8,299 ล้านบาทตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมี.ค.2569
ธุรกิจการตลาด มี EBITDA 1,563 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวมสูงสุด 3,700 ล้านลิตร จากการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกตามความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาน้ำมันและภาวะขาดแคลนน้ำมัน ขณะที่ตลาดอุตสาหกรรมมีปริมาณการจำหน่ายโดยรวมใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยบวกจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร (Marine Fuels) จากการขยายฐานลูกค้าอุตสาหกรรม
ณ สิ้นไตรมาส มีสถานีบริการรวม 2,217 สถานี จุดชาร์จ EV กว่า 592 สถานี มีส่วนแบ่งทางการตลาดผ่านสถานีบริการที่ระดับ 27.7% และยังคงมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงทั้ง Premium 97 และ Premium Diesel ผ่านการขยาย Network Coverage ให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดน้ำมันพรีเมี่ยมกว่า 18.6% นอกจากนี้ บางจากฯ ยังได้เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 โดยมีจุดจำหน่ายผ่านเครือข่ายสถานีบริการ 40 สถานี ขณะที่ธุรกิจ Retail Experience ยังคงขยายการให้บริการ โดยร้านกาแฟอินทนิลมีจำนวน 1,187 สาขา
ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มี EBITDA 408 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% QoQ และ 42% YoYจากปริมาณการจำหน่ายเอทานอลและไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้พลังงาน รวมถึงมาตรการภาครัฐในการปรับเพิ่มสัดส่วนผสมน้ำมันดีเซลพื้นฐานจาก B5 เป็น B7 ขณะที่การบริหารจัดการวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พลอยได้ช่วยสนับสนุนการปรับตัวของกำไรขั้นต้น
กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน มี EBITDA 266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4%QoQ และ33%YoY แม้ปริมาณการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันลดลงจากการชะลอตัวของธุรกรรมภายนอกกลุ่มบริษัทบางจาก (Out‑Out) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ดี ปริมาณการซื้อขายภายในกลุ่มยังสามารถขยายตัวได้ตามกำลังการกลั่นที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน ได้ร่วมกับ Quantum Global Group จัดทำสัญญาเช่าเรือแบบระยะยาว (Vessel Time Charter Contract) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการและลดต้นทุนด้าน Logistics และต่อยอดเพิ่มรายได้จาก Freight Trading
กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มี EBITDA 4,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% QoQ จากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามสถานการณ์พลังงานโลกและความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว รวมทั้งปริมาณการผลิตและปริมาณการจำหน่ายปรับเพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายมากกว่ากำลังผลิตตามสัญญา (Overlift) ของแหล่ง Brage และ Draugen ตามแผนบริหารการขาย และการเริ่มผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของหลุมผลิต Talisker East ในพื้นที่แหล่งผลิต Brage ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา
กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานมี EBITDA 1,396 ล้านบาท ลดลง 12%QoQ แต่เพิ่มขึ้น 55%YoY โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ใน สปป. ลาว ได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านฤดูกาล ด้านโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในประเทศไทย มีปริมาณการใช้ถังเก็บน้ำมันเทียบเท่ากับไตรมาสก่อนจากสัญญาเช่าแบบคงที่ ขณะที่ปริมาณการใช้ท่อเพื่อขนถ่ายน้ำมันลดลงจากการใช้บริการขนถ่ายน้ำมันของลูกค้าลดลง
ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 642 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงฤดูหนาวและจำนวนวันการปิดซ่อมบำรุงที่ลดลง ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย มีรายได้รวมสูงขึ้นจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และมีการรับโอนหุ้นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ขนาดกำลังการผลิต 17.5 เมกะวัตต์ ในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศไทย มีปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากกำลังลมที่สูงขึ้น
สำหรับฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 23,788 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.91 เท่า พร้อมคงอันดับเครดิตองค์กรและตราสารหนี้ของบริษัท ที่ระดับ “A+” และแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” จากทริสเรทติ้ง
