HoonSmart.com>> KGI ออก DW13 ครบ 17 ปี ครองมาร์เก็ตแชร์ 70% ปี’69 ตั้งเป้าออกใหม่กว่า 1,100 ตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รับมือตลาดหุ้นผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ ขยายวงครบ SET 100 ฟันด์โฟลว์เริ่มไหลกลับเข้าตลาดเอเชีย หนุนหุ้น SET50-แบงก์ได้รับอานิสงส์ ปัจจุบันอ้างอิง KANA-KCE ฮอตที่สุด
นายเจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทฯ มีการออก Derivative Warrant (DW) มานานกว่า 17 ปี ในปี 2569 สามารถสร้างสถิติส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดที่ 70% ซึ่งเริ่มต้นสะสมความนิยมมาตั้งแต่ช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยดีดตัวขึ้นจากระดับ 1,100 จุด ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ชึ่งเป็นช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูงและคู่แข่งรายอื่นเริ่มชะลอการออก DW แต่ทีมงาน KGI ยังคงเดินหน้าออก DW อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุน

บริษัทฯ มีการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และทีมพัฒนาที่เป็นคนไทย โดยทำการพัฒนาระบบ Market Making ที่ใช้ในการวางราคา Bid-Offer เอง และมีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับพฤติกรรมนักลงทุนไทยมาอย่างต่อเนื่ง
ทีมงานของ KGI เน้นการให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาให้นักลงทุนอย่างรวดเร็ว จนสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจให้แก่ผู้ซื้อขาย
ที่สำคัญ การมีผู้ถือหุ้นใหญ่จากไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้นำในตลาด DW ระดับสากล ช่วยให้ KGI ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง
“ปัจจุบันในไทยมีการเทรด DW มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท คิดเป็น 3-4% ของมูลค่าการซื้อขายรวม บางช่วงที่ผันผวนมากๆ ขึ้นไปถึง 5% ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นไต้หวันที่เทรด DW ราวๆ 3-5% ของมูลค่าการซื้อขายหุ้นในแต่ละวัน”นายเจนวิทย์ กล่าว
ปัจจุบันระดับความสามารถของระบบ Market Making รองรับปริมาณการซื้อ-ขาย DW ได้พร้อมกันสูงสุด 1,000 ตัว หลังจากมีการปรับครั้งล่าสุด โดยเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนอย่างรุนแรงจนต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker และมีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นกว่า 1 แสนล้านบาท ระบบของ KGI ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อขายและบริหารจัดการพอร์ต (Cut Loss) ได้ทันท่วงที ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นผู้ออก DW
ในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทได้ออก DW รุ่นใหม่ไปแล้วกว่า 300 รุ่น เพื่อทดแทนรุ่นเดิมที่ฟีเจอร์เสียไป จากการที่ราคาหุ้นอ้างอิงมีการเคลื่อนไหวรุนแรงเกินคาด ส่งผลให้คุณสมบัติ (Features) ของ DW เช่น อัตราเลเวอเรจ (Gearing) หรือความไว (Sensitivity) เปลี่ยนแปลงไปจนไม่ตอบโจทย์นักลงทุน
“ปีนี้บริษัทตั้งเป้าออก DW มากกว่า 1,100 รุ่น จะเป็น All-Time High สถิติใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท เพราะมองว่าตลาดยังคงมีความผันผวนสูงต่อเนื่อง โดยจะเป็น DW อิงหุ้นรายตัว 80% และอิงดัชนี 20% และด้วยประสบการณ์การดำเนินงานในตลาด DW มายาวนานกว่า 17 ปี มั่นใจในระบบการดูแลสภาพคล่องและบริหารความเสี่ยงได้อย่างแข็งแกร่ง”นายเจนวิทย์ กล่าว

นายเจนวิทย์ กล่าวว่า ในไตรมาส 2 ได้ออก DW ใหม่ไปแล้ว 70 รุ่น โดย เน้นไปที่หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม SET50 เช่น SCC, GULF และ DELTA รวมถึง DW ที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 โดยตรง และพอสิ้นไตรมาสจะครบ 300 รุ่นตามแผน
ปี 2569 บริษัทจะออก DW ให้ครอบคลุมหุ้นในดัชนี SET100 ทั้งหมด จากเดิมเน้น SET50 เพื่อเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนในการบริหารความเสี่ยงและเก็งกำไรได้หลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมากขึ้น
การออก DW จะอิงหุ้นใน SET50 เป็นหลัก โดยปีนี้มองว่าจะมีความผันผวนสูงในหุ้น 3 กลุ่มหลัก หลักๆ มาจากนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะการตัดสินใจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลต่อการเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ กระทบโดยตรงต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย
1. หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ มีแนวโน้มเผชิญกับแรงขายและความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงกดดันจากการพุ่งสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่วงเวลาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ มีความผันผวนสูง (High Volatility) ประกอบกับราคาที่ขึ้นสูงมากแล้ว แม้พื้นฐานความต้องการชิปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกยังคงมีอยู่
ขณะที่ไทย DW อิงหุ้น HANA และ KCE ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดจากนักลงทุน เนื่องจากมีความสอดคล้องกับทิศทางของดัชนี Nasdaq และกลุ่มเทคโนโลยีโลก
ในส่วนหุ้น HANA มีการออก DW ต่อเนื่องหลายซีรีส์ โดยพบว่าราคาหุ้นเคยปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 103% ในช่วงที่มีความผันผวนจากสถานการณ์สงคราม (ช่วงเดือน มี.ค. – พ.ค.)
2. กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งถูกกดดันจากทั้งปัจจัยด้านอุปสงค์ที่ชะลอตัวในจีน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่นิ่ง โดยนักลงทุน ยังคงแสดงความกังวลต่อปัจจัยด้านความมั่นคงทางพลังงานและความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 2 แตกต่างจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซึ่งแนะนำให้ใช้ DW ประเภท “Put” เป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) หากดัชนีชี้วัดความผันผวนเริ่มส่งสัญญาณเชิงลบ
3. หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูง (Big Cap) ยังเป็นเป้าหมายของเงินทุนที่มองหาความปลอดภัย ด้วยอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ที่จูงใจ และงบการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้หุ้นกลุ่มนี้มีความผันผวนต่ำกว่ากลุ่มอื่น
“หาก Fund Flow เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเอเชีย หุ้นกลุ่ม SET50 และกลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับอานิสงส์จากการเข้าซื้อของนักลงทุนสถาบันและต่างชาติ”นายเจนวิทย์ กล่าว
นายเจนวิทย์ กล่าวว่า การเก็งกำไรใน DW ของไทยมีความพิเศษเฉพาะตัว เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญกับ ทิศทางกระแสเงินทุน (Fund Flow) เป็นหลัก เมื่อเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า ตลาดมักจะพุ่งเป้าไปที่หุ้นกลุ่ม SET50 เป็นอันดับแรก การออก DW ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยม
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติมองตลาดหุ้นไทยยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในฐานะ ที่พักเงิน จากค่า PE ต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาค ปันผลสูงที่จูงใจ แม้เศรษฐกิจจะเติบโตไม่หวือหวา แต่บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่มีงบการเงินที่มั่นคง หุ้นไทยไม่ได้เคลื่อนไหวรุนแรงตามข่าวลบของกลุ่มเทคโนโลยีโลกเหมือนตลาดอื่น ทำให้กลุ่มธนาคารและหุ้นบิ๊กแคปกลายเป็นจุดพักเงินที่ปลอดภัย
ในสภาวะที่ตลาด เลือกข้างได้ยาก นักลงทุนหันมาใช้ตราสารอนุพันธ์ (DW) เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น โดย DW บนดัชนี SET50 เพื่อการเก็งกำไรระยะสั้นตามทิศทางตลาดหุ้นไทย ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากสะท้อนภาพรวมตลาดชัดเจนและสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจ ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจเข้าซื้อหรือขาย เพื่อใช้ป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตหลัก
นักลงทุนมีการปรับเปลี่ยนสถานะ Call/Put ได้อย่างรวดเร็วตามสัญญาณทางเทคนิคและการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
โดยเฉพาะ ในฝั่ง Put DW (เครื่องมือที่สร้างกำไรเมื่อดัชนีขาลง) เพื่อใช้ในการ “Hedge” หรือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนหลักมีการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
รวมถึง ความกังวลเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยและตัวเลขเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น และหันมาเลือกใช้ DW เป็นเครื่องมือในการทำกำไรในทุกสภาวะตลาด
นักลงทุนใน DW มี 2 กลุ่ม กลุ่มที่เล่น DW อิง หุ้นรายตัว (Single Stock DW) กับ DW อิงดัชนี เน้นหุ้นรายตัวในกลุ่มที่มีความผันผวนสูงอย่างกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาเก็งกำไรตามความเคลื่อนไหวของตลาด Nasdaq ส่วนกลุ่มพลังงาน ได้รับความสนใจตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
กลยุทธ์การลงทุนผ่าน DW
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มอัตราเร่งของผลตอบแทน (Gearing) ในช่วงที่เงินทุนเริ่มไหลเข้า KGI แนะนำให้พิจารณา
Call DW บนดัชนี SET50.เพื่อเกาะติดกระแสเงินทุนที่มักจะดันดัชนีหลักขึ้นเป็นอันดับแรก
Call DW บนหุ้นรายตัวกลุ่ม SET50 โดยเน้นไปที่หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและราคาเริ่มกลับตัวเป็นขาขึ้น
นายเจนวิทย์ มองแนวโน้มตาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ว่า ปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทยในปีนี้คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Bond Yield) และ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ถ้าบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ยังคงทรงตัวในระดับสูง อัพไซด์ (Upside) ของตลาดหุ้นไทยอาจมีจำกัด
หากสถานการณ์เงินเฟ้อเริ่มคลี่คลายและบอนด์ยีลด์ย่อตัวลง มีโอกาสที่จะเห็นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยเหมือนช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจดันดัชนีจากระดับ 1,100 จุด สู่ 1,300-1,500 จุดได้ในระยะเวลาอันสั้น
แนะมอง “ข่าว” ให้เป็น “ตัวเลข”
นายเจนวิทย์ แนะนำนักลงทุนให้มองข่าวสารจำนวนมหาศาล (Information Overload) ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายจากผู้นำระดับโลก ซึ่งมักสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น วิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการแปลงกระแสข่าวเหล่านั้นให้เป็นตัวเลขที่จับต้องได้ผ่าน 3 ดัชนีหลัก
1.VIX Index (ดัชนีความกลัว) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนความผันผวนของตลาด หากค่า VIX ยังอยู่ในระดับต่ำ (เช่น ระดับ 17) แม้จะมีข่าวเชิงลบเข้ามา ตลาดอาจสะท้อนปัจจัยลบเหล่านั้นไปมากแล้ว (Priced in) ทำให้ความเสี่ยงในการปรับฐานใหญ่มีจำกัด
2.ติดตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี หากยังคงเคลื่อนไหวในกรอบที่คาดการณ์ไว้ (เช่น ต่ำกว่าระดับ 4.5%) จะช่วยลดแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง
3.ติดตามทิศทางค่าเงินดอลลาร์เพื่อประเมินกระแสเงินทุนไหลเข้า-ออก ซึ่งจะให้ภาพที่ชัดเจนกว่าการติดตามเพียงพาดหัวข่าวการเมืองระหว่างประเทศ
