ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 356 จุด S&P 500 – Nasdaq ทำสถิติใหม่ หุ้นชิป AI พุ่ง

HoonSmart.com>>ดาวโจนส์ปิดบวก 356 จุด ด้าน S&P 500 ควง Nasdaq ทำสถิติงสุดเป็นประวัติการณ์ แรงหนุนหุ้นชิป AI พุ่ง ผสานผลประกอบการที่ดีของหลายบริษัท ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” ลดลงเกือบ 4% นักลงทุนจับตาสถานการณ์หยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างระมัดระวัง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน ลดลง 4.15 ดอลลาร์ หรือ 3.9% ปิดที่ 102.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกรกฎาคม ลดลง 4.57 ดอลลาร์ หรือ 3.99% ปิดที่ 109.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ วันที่ 5 พฤษภาคม ปิดบวก โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากหุ้นชิป AI พุ่งสูงขึ้น บวกกับผลประกอบการที่ดีของหลายบริษัทและราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ขณะที่นักลงทุนจับตาสถานการณ์หยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างระมัดระวัง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์(Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 49,298.25 จุด เพิ่มขึ้น 356.35 จุด, +0.73%

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,259.22 จุด เพิ่มขึ้น 58.47 จุด, +0.81%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,326.13 จุด เพิ่มขึ้น 258.32 จุด, +1.03%

การหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเปราะบางท่ามกลางการโจมตีครั้งใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า การหยุดยิง “ยังคงมีผลอยู่แน่นอน” และ “เรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ สองลำ พร้อมด้วยเรือพิฆาตของอเมริกา ได้แล่นผ่านช่องแคบอย่างปลอดภัยแล้ว แสดงให้เห็นว่าเส้นทางเดินเรือปลอดภัย”

หุ้น Intel พุ่งขึ้น 13% หลังจากสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Apple ได้หารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการว่าจ้างบริการผลิตชิปของบริษัทเพื่อผลิตหน่วยประมวลผลหลักสำหรับอุปกรณ์ของตน

ดัชนีชิป PHLX พุ่งขึ้น 4.2% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และขณะนี้ดัชนีเพิ่มขึ้น 55% ในปี 2026

นักลงทุนให้ความสนใจกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ้น AMD ผู้ผลิตชิปพุ่งขึ้น 4% ก่อนการประกาศผลประกอบการรายไตรมาสหลังปิดตลาด โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น 33%

อีกปัจจัยที่ดันตลาดหุ้นคือผลประกอบการรายไตรมาสที่ดีกว่าที่คาดไว้หลายรายการ โดยเฉพาะ หุ้น DuPont de Nemours ปรับตัวขึ้น 8% หลังจากผลประกอบการและรายได้ในไตรมาสแรกสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หุ้น Anheuser-Busch InBev บริษัทผลิตเบียร์สัญชาติเบลเยียมที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯพุ่งขึ้นมากกว่า 8% หลังจากผลประกอบการรายไตรมาสเป็นที่น่าพอใจ

อย่างไรก็ตาม บริษัท Palantir Technologies ร่วงลงเกือบ 7% แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทจะดีเกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ โดยรายได้เติบโตเร็วที่สุดนับตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2020 และยังได้ปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการทั้งปีอีกด้วย

บริษัทในดัชนี S&P 500 มีแนวโน้มที่จะทำกำไรโดยรวมเพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการเติบโตของกำไรรายไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 ตามข้อมูลของ Tajinder Dhillon หัวหน้าฝ่ายวิจัยผลประกอบการของ LSEG

แซคารี ฮิลล์ หัวหน้าฝ่ายบริหารพอร์ตโฟลิโอของ Horizon Investments กล่าวว่า ผลประกอบการที่ดีอย่างมาก ไม่ใช่แค่จากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงดัชนี S&P 500 หรือแม้แต่ดัชนีหุ้นขนาดเล็กในสหรัฐฯ เมื่อรวมกับความเชื่อของตลาดที่ว่าทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน ต้องการหาทางออกให้กับความขัดแย้งนี้ ตลาดจึงซื้อขายกันที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ราคาน้ำมันปรับตัวลงจากที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อวันจันทร์ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ลดลงเกือบ 3% เหลือประมาณ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต ลดลงกว่า 3% เหลือต่ำกว่า 103 ดอลลาร์

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ ได้แก่ ผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS)เดือนมีนาคม จากสำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงาน การเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงานลดลง 56,000 ตำแหน่ง มาที่ 6.866 ล้านตำแหน่ง แต่สูงกว่า 6.835 ล้านตำแหน่ง ที่นักวิเคราะห์คาด.

สถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) รายงานว่า ดัชนีภาคบริการเดือนเมษายนลดลงมาที่ 53.6 จาก 54.0 ในเดือนมีนาคม และต่ำกว่า 53.7 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

กระทรวงพาณิชย์ รายงาน ยอดขายบ้านใหม่เดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 7.4% มาที่ 682,000 ยูนิต สูงกว่า 652,000 ยูนิต ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย หลังจากร่วงลงในวันก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและผลประกอบการที่ดีของบริษัทต่างๆ แม้สัญญาณความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นจำกัดการฟื้นตัว

ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปปิดบวก หลังจากลดลงมากที่สุดในรอบหนึ่งเดือนเมื่อวันจันทร์

ตลาดหุ้นหลักในภูมิภาคต่างๆ ปรับตัวขึ้น ยกเว้นดัชนี FTSE 100 ของสหราชอาณาจักร ซึ่งลดลง เนื่องจากหุ้น HSBC ที่จดทะเบียนในลอนดอนลดลง 6.2% หลังจากรายงานผลขาดทุนที่ไม่คาดคิด 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากคดีฉ้อโกงในสหราชอาณาจักร ส่งผลให้กำไรในไตรมาสแรกต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 609.72 จุด เพิ่มขึ้น 4.21 จุด, +0.70%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,219.11 จุด ลดลง 144.82 จุด, -1.40%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,062.31 จุด เพิ่มขึ้น 86.19 จุด, +1.08%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,401.70 จุด เพิ่มขึ้น 410.43 จุด, +1.71%

กลุ่มเทคโนโลยีปรับขึ้น 2.4% นำกลุ่มอุตสาหกรรมหลักในดัชนี STOXX โดยหุ้นกลุ่มชิป เช่น ASML และ ASMI ปรับตัวขึ้นมากที่สุด ตามกระแสการปรับตัวขึ้นของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดหุ้นสหรัฐ

หุ้น Anheuser-Busch InBev บริษัทผลิตเบียร์สัญชาติเบลเยียมปรับตัวขึ้น 9.3% หลังจากประกาศยอดขายและกำไรรายไตรมาสสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ขณะที่ UniCredit ธนาคารสัญชาติอิตาลีเพิ่มขึ้น 5.9% หลังจากประกาศกำไรรายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์และปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี

นอกจากนี้ UniCredit ยังยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ Commerzbank แม้จะมีการคัดค้านอย่างรุนแรงจากเยอรมนี ส่งผลให้ภาคธนาคารในยูโรโซนปรับตัวขึ้น 1.9%

นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก City Index กล่าวว่า ผลประกอบการของหลายบริษัท ค่อนข้างดี หากบริษัทจดทะเบียน ยังคงทำกำไรได้ ก็จะช่วยรักษาบรรยากาศตลาดให้สดใสต่อไป

ขณะเดียวกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่าถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน แม้สหรัฐกล่าวว่าข้อตกลงการหยุดยิงที่เปราะบางยังคงมีผล หลังจากการยิงปะทะกันในวันก่อนหน้า
ขณะที่กองกำลังสหรัฐฯ พยายามเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นักวิเคราะห์จาก Swissquote Bank กล่าวว่า ตราบใดที่ยังคงมีความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันยังคงสูง หุ้นยุโรปซึ่งมีลักษณะเป็นวัฏจักรมากกว่า จะมีความเสี่ยงมากกว่าหุ้นสหรัฐฯ

ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่เหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ช่องแคบยังคงติดขัด ราคาน้ำมันที่สูงจึงส่งผลกระทบต่อยุโรปซึ่งพึ่งพาพลังงานอย่างมาก ทำให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและทำให้คาดว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB)จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าสองครั้งในปีนี้

ตลาดหุ้นยุโรปฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นสหรัฐ โดยดัชนี STOXX 600 ยังคงลดลงมากกว่า 3% จากระดับก่อนสงครามในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและทำสถิติ all-time highs

หุ้น Rheinmetall กลุ่มบริษัทด้านการป้องกันประเทศของเยอรมนีปรับตัวขึ้น 3.4% ผลประกอบการเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่ารายได้รายไตรมาสต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนมิถุนายน ลดลง 4.15 ดอลลาร์ หรือ 3.9% ปิดที่ 102.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกรกฎาคม ลดลง 4.57 ดอลลาร์ หรือ 3.99% ปิดที่ 109.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–