HoonSmart.com>>บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เปิดผลงานหรู ไตรมาส 1/69 กำไรสุทธิ 1,113 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% กำไรต่อหุ้น 0.29 บาท โต 18% ยอดขายรวม 32,054 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6%เอาชนะสภาพแวดล้อมทางธุรกิจทุกความท้าทาย จากกลยุทธ์ราคาขาย หากไม่รวมค่าเงิน ยอดขายเติบโต 9.3% กำไรดำเนินงานเพิ่มขึ้น 29% ส่วนปี 69 ตั้งเป้ายอดขายโต 3-4% อัตรากำไรขั้นต้นที่ 19-20% ค่าใช้จ่ายขาย-บริหารต่อยอดขาย 13.5–14.5% คงนโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50%
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,113.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94.02 ล้านบาทหรือ +9.22%จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,019.25 ล้านบาท ขณะที่กำไรต่อหุ้น 0.29 บาท เพิ่มขึ้น 18%เทียบกับกำไรที่ 0.24 บาทต่อหุ้น
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 สะท้อนถึงการดำเนินกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ ความแข็งแกร่งของโครงสร้างสัดส่วนผลิตภัณฑ์ วินัยการดำเนินงาน ตลอดจนความสามารถในการปรับตัว ประสบการณ์ และโครงสร้างธุรกิจระดับโลกของไทยยูเนี่ยน ซึ่งช่วยให้สามารถรับมือกับแรงกดดันพร้อมกันในหลายด้าน ทั้งประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีนำเข้า และแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เอื้ออำนวย ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านทรานส์ฟอร์เมชันนั้นปรับลดลงต่อเนื่อง จากรากฐานที่แข็งแกร่งนี้ พร้อมเดินหน้าและต่อยอดการเติบโตในปี 2569
แม้บริษัทยังคงเผชิญปัจจัยด้านต้นทุนจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แต่กำไรขั้นต้นยังคงเติบโต 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 5,825 ล้านบาท และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.2% สะท้อนการดำเนินกลุยทธ์ด้านราคาและการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ กำไรต่อหุ้น อยู่ที่ 0.29 บาทต่อหุ้น หรือเพิ่มขึ้น 18% โดยมีปัจจัยหลักจากจำนวนหุ้นที่ลดลงภายหลังการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน
กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare) ทำผลงานโดดเด่นในไตรมาสนี้ ด้วยยอดขายเพิ่มขึ้น 22.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 5,115 ล้านบาท จากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป การฟื้นตัวในญี่ปุ่น รวมทั้งสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (Ambient) ยอดขายเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 15,136 ล้านบาท จากการปรับราคาขายเพื่อชดเชยผลกระทบของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้า ขณะที่ปริมาณการขายโดยรวมทรงตัว กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง (Frozen) ยอดขายเติบโต 11.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 9,420 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับราคาขายและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มกุ้งและอาหารสัตว์น้ำ กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) ยอดขายลดลง 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 2,383 ล้านบาท จากความต้องการที่ชะลอตัวในสหรัฐฯ และการปรับโครงสร้างพอร์ตผลิตภัณฑ์
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจโลกที่ยังคงผันผวน ไทยยูเนี่ยนมีการติดตามสถานการณ์ด้านภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด บริษัทยังคงยืนประมาณการทั้งปีในระดับเดิม โดยตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3–4% อัตรากำไรขั้นต้นที่ 19–20% และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ที่ 13.5–14.5% นอกจากนี้ บริษัทยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50%
“ผลการดำเนินงานไตรมาสแรกตอกย้ำความสามารถในการปรับตัวของไทยยูเนี่ยนและผลลัพธ์จากกลยุทธ์ทรานส์ฟอร์เมชัน ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินกลุยทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ การใช้ประโยชน์สูงสุดจากเครือข่ายการจัดหาวัตถุดิบและการผลิตในระดับโลกของเรา และการรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ยังคงเกิดขึ้น”นายธีรพงศ์กล่าวทิ้งท้าย
