HoonSmart.com>>บล.เมย์แบงก์ จัด Invest Thailand พบ 28 บจ.ไทย มองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มภาคธุรกิจไทย รับมือสถานการณ์สงครามอิหร่านได้ดี ผลกระทบต่อรายได้ยังจำกัด บริหารจัดการต้นทุนเพิ่มขึ้นได้ แนะทยอย “ซื้อ” ประมาณการกำไร EPS ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 3% ตั้งแต่เกิดสงคราม แรงหนุนกลุ่มปิโตรฯ พลังงาน คงเป้า SET สิ้นปี 1,500 จุด ชูหุ้นเด่น WHA, AMATA ,CK, GPSC, AOT ,MINT, TRUE ,SPALI
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ เปิดเผยว่า บล.เมย์แบงก์จัดงาน Invest Thailand โดยมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าร่วม 28 บริษัท ภาพรวมทำให้ บล.เมย์แบงก์ มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มของภาคธุรกิจไทย โดยผลกระทบจากสงครามอิหร่าน คาดว่าจะมีจำกัดและมองว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นเป็นโอกาสในการ “ซื้อ” ประมาณการกำไร (EPS) ของดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นแล้วราว 3% นับตั้งแต่เกิดสงครามโดยการปรับเพิ่มของกลุ่มปิโตรเคมีและพลังงาน สามารถชดเชยการปรับลดของกลุ่มอื่นได้ ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดยังถูกปรับลด EPS เพียง-2% สะท้อนความแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทย
บริษัทส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมงาน ระบุว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านยังมีจำกัดกลุ่มอุปโภคบริโภคแม้จะเผชิญแรงกดดันจากก าลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัวแต่ไม่ใช่ผลกระทบโดยตรงจากสงครามทั้งนี้บริษัทยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนและปรับราคาสินค้าเพื่อส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้กลุ่มท่องเที่ยวและโรงพยาบาลถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่รายได้โดยรวมยังคงทรงตัวได้ดีโดยโรงแรมส่วนใหญ่ยังคาดการณ์การเติบโตของ RevPAR ในปี 2569
อย่างไรก็ตามกลุ่มโรงพยาบาลเริ่มเห็นสัญญาณผู้ป่วยจากตะวันออกกลางลดลง ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยกดดันหากการเดินทางหยุดชะงักต่อเนื่องกลุ่มพลังงานได้รับอานิสงส์จากอัตรากำไร (Margin) ที่สูงขึ้นแม้จะมีความเสี่ยงด้านกฎระเบียบเข้ามาเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินยังคงดำเนินกลยุทธ์ด้วยความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมควบคุมค่าใช้จ่ายและการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ให้คงอยู่ในระดับที่มั่นคงแม้มีความเสี่ยงจากผลกระทบของสงครามต่อผู้กู้เช่นการเติบโตของ GDP ที่ชะลอตัวลงและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
ด้านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มองว่ามูลค่าการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนปีนี้มีโอกาสสูงกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์พร้อมทั้งเปิดเผยอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ได้แก่ หุ่นยนต์ขั้นสูงเซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจรขั้นสูงรวมถึงโครงการ Fast Pass ที่จะช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนการอนุญาตลง 20–50% ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงทดลองและจะขยายใช้เต็มรูปแบบภายในสิ้นปีขณะที่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ชี้ว่าหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคแต่ระบบธนาคารไทยยังคงมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่ง
บล.เมย์แบงก์ คงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 2569 ที่ 1,500 จุด โดยธีมการลงทุนยังคงเดิมชอบหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐในการกระตุ้นการลงทุนและเร่งโครงสร้างพื้นฐาน เช่น WHA, AMATA และ CK
นอกจากนี้ยังมองบวกต่อหุ้นที่จะได้ประโยชน์หากสถานการณ์สงครามอิหร่านคลี่คลายเร็ว เช่น GPSC, AOT และ MINT ขณะเดียวกันยังชอบหุ้นที่เน้นตลาดในประเทศซึ่งมีคุณลักษณะในการตั้งรับต่อความไม่แน่นอนได้ดีเช่น TRUE และ SPALI โดยรวมมองว่าภาคธุรกิจไทยยังคงมีความยืดหยุ่นสูงและการปรับฐานของตลาดยังเป็นจังหวะในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี
บล.เมย์แบงก์ คาดกำไรไตรมาส 1/69 ในดัชนี SET Index ไม่รวม PF&REIT โดย Bloomberg Consensus จ านวน 99 บริษัท(สัดส่วน 80% ของ Market Cap) อยู่ที่ 2.41 แสนล้านบาท ขยายตัว 16%QoQ และ 8%YoY หากไม่รวมกลุ่มธนาคารที่ขยายตัวดีจากรายได้ค่าธรรมเนียมกำไร SET ex-BANK อยู่ที่ 1.73 แสนล้านบาท ขยายตัว 15% QoQ และ 11%YoY สะท้อนว่าในภาคReal Sector เติบโตดีเช่นกันปัจจุบันหากนับเฉพาะหุ้นที่ Bloomberg Consensus มีคาดการณ์รายงานงบแล้ว 14 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 33% Market Cap กำไรดีกว่าคาด 15% แบ่งเป็นหุ้นที่กำไรดีกว่าตลาดคาด 9 บริษัท ตามคาด 5 บริษัท
กลยุทธ์เลือกหุ้นงบดี + ธุรกิจมีภูมิคุ้มกันภัยสงครามเน้นเลือกหุ้นที่คาดกำไรในไตรมาส 1/69E คาดขยายตัวกำไรปี 69 เติบโตได้ดีโดยที่ผลของสงครามตะวันออกกลางกระทบต่อธุรกิจจำกัดโดยที่ราคาหุ้นยังติดลบมากกว่า SET ตั้งแต่ช่วงเกิดสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ชอบ BEM, BCPG, TRUE, GULF, ITC และ TIDLOR
———————————————————————————————————————————————————–

