HoonSmart.com>>คลังปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 69 เหลือโต 1.6% จากเดิมคาดขยายตัว 2% ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง บนสมมุติฐาน ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 91 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ค่าเงินบาท 32 บาท นักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.5 ล้านคน ส่งออกโตถึง 6.2% อัดฉีดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน บล.พายคาดหนุนกลุ่มรับเหมา-วัสดุก่อสร้าง-นิคมฯ-ค้าปลีก-แบงก์ ทางด้านครม.เห็นชอบลดค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท เริ่มมิ.ย.นี้ ส่งผลบวก 20 ล้านครัวเรือน
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจจะขยายตัว 1.6% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.1 – 2.1%) ปรับลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.0% จากผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นสำคัญส่งผลกระทบถึงต้นทุนราคาพลังงาน แม้ยังมีแรงสนับสนุนหลักจากอุปสงค์ทั้งภายใน และภายนอกประเทศก็ตาม
ส่วนมูลค่าการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวที่ 6.2% ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก
นายวินิจกล่าวว่า การปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 มาจากสมมติฐานที่สำคัญ ดังนี้
1. ภาวะเศรษฐกิจของ 15 ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.0% ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ยังสะท้อนการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากปี 2568
2. ค่าเงินบาท/ดอลลาร์ เฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 32 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทจะอ่อนค่าสุดในช่วงไตรมาส 2 และจะเริ่มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
3. ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในระยะสั้นยังคงผันผวน และมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตลอดทั้งปี
4. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีจะอยู่ที่ 33.5 ล้านคน คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวราว 1.5 ล้านล้านบาท โดยมียอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ 45,100 บาท/คน/ทริป
5. รายจ่ายภาคสาธารณะในปี 2569 คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 4.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4%
นายวินิจกล่าวว่า เศรษฐกิจในปี 2569 อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก กระทรวงการคลัง พร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อรักษาระดับการขยายตัว ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”
สำหรับปัจจัยที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ 1. ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน 2. ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า 3. สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูง และภัยแล้ง และ 4. ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง
“ขณะนี้เศรษฐกิจยังไม่น่ากังวลและยังไกลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูง (Stagflation) เนื่องจากเครื่องชี้เศรษฐกิจทุกตัวยังอยู่ในกรอบ โดยเฉพาะการลงทุนที่ยังเห็นสัญญาณการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องระวังปัจจัยเสี่ยงที่มีโอกาสที่จะทำให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤติดังนั้นสิ่งที่เราไม่รู้คือความไม่แน่นอนรายวัน ซึ่งต้องเตรียมตัวรับมืออยู่ตลอดเวลา”นายวินิจกล่าว
ปัจจุบันภาคการคลังจะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวที่ 1.7%จากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่จะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนได้อีกทางหนึ่ง
“ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงาน และเทคโนโลยี AI กระทรวงการคลัง ตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตเต็มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ SMEs และยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการคลังอย่างยืดหยุ่น แต่ก็พร้อมดำเนินนโยบายผ่อนคลายหากมีความจำเป็น เพื่อผลักดันเป้าหมายในการขยายสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้นแตะระดับ 30% ต่อ GDP โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”นายวินิจกล่าว
รัฐโหมลงทุนหนุน 11 หุ้นเด่น
บล.พายมองเศรษฐกิจปีนี้อาจโตไม่ แต่เริ่มเห็นแรงหนุนหลายทางมากขึ้น จึงเป็นบวกต่อหุ้นที่เชื่อมกับการลงทุนและเศรษฐกิจในประเทศ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง CK, STECON วัสดุก่อสร้าง TASCO, SCCC นิคมอุตสาหกรรม AMATA, WHA ค้าปลีก CPALLธนาคาร BBL, KBANK, SCB, KTB
ครม.เห็นชอบลดค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท
นางสาวรัชดา ธนาดิเรกโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันที่ 28 เม.ย.2569 มีมติเห็นชอบให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไปดำเนินการวาระแห่งชาติด้านพลังงานในวันพรุ่งนี้ โดยจะดูแลประชาชนภาคครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย รอบบิล มิ.ย. 2569 ก่อให้เกิดประโยชน์ประมาณ 20 ล้านครัวเรือน หรือ 90% ของครัวเรือนทั้งประเทศ
ส่วนครัวเรือนที่ใช้ไฟมากกว่า 200 ยูนิต รัฐบาลอยากให้พิจารณาเรื่องการโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งมีมาตรการส่งเสริมหลายรูปแบบ พร้อมส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และต้องพิจารณาการปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้า จากระบบสัญญารับซื้อไฟจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ได้รับการสนับสนุนในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) เปลี่ยนมาซื้อไฟแบบปัจจุบัน Feed-in Tariff คือ มาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยภาครัฐกำหนดราคารับซื้อคงที่ (Fixed Rate) ตลอดอายุสัญญา
รวมถึง การลดการใช้ไฟฟ้าของหน่วยงานภาครัฐ ตั้งเป้าลดลง 20% และต้องมีการส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานประหยัดไฟ เช่น การเปลี่ยนไฟสาธารณะเป็นหลอด LED หรือ ระบบถนนพลังงานแสงอาทิตย์

