HoonSmart.com>>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะโครงการรถเก่าแลกใหม่ต้องออกแบบแรงจูงใจให้เหมาะกับงบจำกัด หลังไทยมีรถอายุเกิน 20 ปีมากกว่า 4.5 ล้านคัน ส่วนใหญ่เป็นรถกระบะ ขณะที่กำลังผลิต xEV ยังต่ำ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า จากการที่รัฐบาลมีแนวคิดพิจารณาทำโครงการรถเก่าแลกใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการผลิตรถยนต์ในประเทศที่ชะลอตัวและลดปัญหามลพิษทางอากาศจากควันเสียนั้น แม้โครงการยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน แต่มีบางประเด็นที่ภาครัฐควรพิจารณาเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ในประเทศได้ ประกอบด้วย
หากพิจารณารถเก่าในประเทศที่ปล่อยมลพิษสูงอย่างกลุ่มอายุมากกว่า 20 ปี ที่มีมากกว่า 4.5 ล้านคัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถกระบะและผลิตด้วยชิ้นส่วนในประเทศกว่า 90% ขณะที่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) ในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ไทยผลิตรถกระบะไฟฟ้า (BEV) ได้เพียง 1,348 คัน และส่งออกประมาณ 37% ของจำนวนดังกล่าว หากสนับสนุนให้มีการแลกรถปิกอัพ การหาแนวทางพัฒนาร่วมกันเพิ่มเติมกับภาคเอกชนอาจมีความจำเป็น
เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด หากส่วนลดที่ให้ได้ไม่สูง หรือ ต้องมีการวางกรอบให้สอดคล้องกับประเภทรถหรืออายุรถที่แลกซึ่งแตกต่าง การวางกรอบระยะเวลาทำโครงการให้นานขึ้น อาจช่วยให้จำนวนรถที่เข้าร่วมโครงการมีจำนวนมากขึ้นได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิตรถในประเทศและการลดมลพิษทางอากาศ
กรณีต่างประเทศชี้ว่าระยะเวลาที่ยาวกว่าสามารถดึงรถเข้าร่วมได้มากกว่า แม้เงินสนับสนุนต่อคันจะไม่สูง เช่น ญี่ปุ่นที่ให้ส่วนลดเพียง 42,875–85,750 บาท แต่ดำเนินโครงการยาว 17 เดือน และมีรถเข้าร่วมกว่า 730,000 คัน ขณะที่สหรัฐฯ ใช้เงินสนับสนุนสูงกว่าแต่ดำเนินโครงการเพียง 2 เดือน ทำให้จำนวนรถเข้าร่วมใกล้เคียงกันที่ 680,000 คัน
การส่งออกรถเก่ามือสองไปขายต่างประเทศไม่ควรเป็นแนวทางหลัก เพราะตลาดรองรับมีน้อยและแข่งขันสูง โดยเฉพาะหากรถเก่ามีอายุ มี 20 ปี การพิจารณาโครงการกำจัดซากเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรพัฒนาให้เกิดขึ้นควบคู่กัน
ข้อจำกัดการส่งออกรถเก่ามือสองของไทย เนื่องจากตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลกมีเพียง 75 ประเทศจาก 240 ประเทศ และประเทศที่อนุญาตให้นำเข้ารถอายุเกิน 20 ปีมีจำนวนจำกัด ส่วนใหญ่กระจุกตัวในแอฟริกา เช่น มาลาวี แซมเบีย โมซัมบิก และยูกันดา รวมถึงบางประเทศในโอเชียเนีย เช่น ปาปัวนิวกินีและวานูอาตู
สรุปได้ว่า หากไทยต้องการผลักดันโครงการรถเก่าแลกใหม่ให้เกิดผลเชิงโครงสร้าง จำเป็นต้องพิจารณาความคุ้มค่าของการกำจัดซากรถยนต์ ควบคู่กับการประเมินกำลังการผลิต xEV ในประเทศ และการออกแบบแรงจูงใจที่สมดุลระหว่างงบประมาณรัฐและความสามารถของผู้บริโภคในการเปลี่ยนรถใหม่
