“ขัตติยา อินทรวิชัย”แม่ทัพใหญ่ KBANK เปิดไทม์ไลน์”การก้าวข้ามโมเดลธุรกิจเดิม..สู่โลกดิจิทัล”

HoonSmart.com >>’ขัตติยา อินทรวิชัย’ แม่ทัพใหญ่แห่งธนาคารกสิกรไทย เปิดประสบการณ์..การก้าวข้ามโมเดลธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิม..สู่ธนาคารดิจิทัล แพลตฟอร์มการเงินครบวงจร.. บนเวที Money20/20 ชี้ชัดเทคโนโลยี AI ไม่แทนที่คน แต่เป็นเครื่องมือ Empower พนง.เพื่อบริการลูกค้าที่เหนือกว่าด้านความเร็ว ถูก ปลอดภัย  ย้ำหัวใจสำคัญของโลกการเงินแห่งอนาคต ยังคงเป็น ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความเป็นมนุษย์’ รากฐานสำคัญที่ต้องรักษาไว้ให้มั่นคงที่สุด

น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “เทคโนโลยี ความเชื่อมั่น และอนาคตของธุรกิจธนาคารในเอเชีย” ในงาน Money20/20 มหกรรมงานฟินเทคชั้นนำระดับโลก ที่กรุงเทพ เป็นเจ้าภาพการจัดงานเป็นครั้งที่ 3 ภายใต้กรอบแนวคิด 3+1 และ Productivity ว่า ปี 2569 ภูมิทัศน์ทางธุรกิจมมีการเปลี่ยนแปลงไปจาก 2 ปีที่ผ่านมามาก เช่น ในประเทศไทย มีอัตราหนี้สินต่อ GDP อยู่ที่ 250% ซึ่งค่อนข้างสูง และเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่า 3% มาหลายปีติดต่อกัน ซึ่งแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้ไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหนี้สิน เศรษฐกิจ การทุจริต พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป และข้อกำหนดทางกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น

​สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุด คือเทคโนโลยี ที่ไม่ได้พัฒนารายสัปดาห์ แต่พัฒนารายวัน นวัตกรรมและความสามารถทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยให้ธนาคารให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

​คำว่า “Resilience” ในตอนนี้ ไม่ใช่ความแข็งแกร่งในการไล่ตามเป้าหมาย หรือผลกำไรรายไตรมาส แต่คือการเป็นองค์กรที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้เร็วพอที่จะรับมือกับความไม่แน่นอนใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนทิศทางกลยุทธ์ทางธุรกิจ การเปลี่ยนวิธีการทำงาน สิ่งนี้เน้นไปที่ความเข้าใจยอมรับการเปลี่ยนแปล ของคนในองค์กร ทั้งผู้นำและพนักงาน

ด้านความก้าวหน้าของ AI หลายบริษัทที่ได้ทดลองใช้งาน AI เห็นผลลัพธ์ที่ดีจนมีการจ้างพนักงานเพิ่มขึ้น สำหรับ KBANK สิ่งแรกไม่ใช่การใช้ AI มาแทนที่คน แต่คือการใช้ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ (Empower) ของคน ทำให้พนักงานทำงานได้เร็วขึ้น ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น มีทางเลือกและมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

​สิ่งสำคัญคือการนำ AI มาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การนำมาใช้เพื่อลดจำนวนพนักงาน แต่ต้องโฟกัสที่การบริการลูกค้าให้ดีขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาช่วยเสริม

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปถึงขั้นไหนก็ตาม

ในอดีต ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวบุคคลและสถานที่ทำการธนาคาร

แต่ในปัจจุบัน ลูกค้าเชื่อมั่นในระบบและมาตรฐานความปลอดภัยของแพลตฟอร์มดิจิทัลแทน

หน้าที่ของธนาคารในยุคนี้คือการเปลี่ยนผ่านวิธีการสร้างความเชื่อมั่น จากการบริการแบบต่อหน้า ไปสู่การสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ไร้รอยต่อแต่ต้องมีความปลอดภัยสูง

หากเทคโนโลยีทำงานได้รวดเร็วแต่ไม่มีความปลอดภัย หรือมีการรั่วไหลของข้อมูล ความเชื่อมั่นนั้นจะถูกทำลายลงทันที และเป็นเรื่องยากมากที่จะกู้คืนกลับมา

“ดังนั้น กลยุทธ์ของเราคือการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมเพื่อให้ชีวิตลูกค้าสะดวกขึ้น ต้นทุนต่ำ ควบคู่ไปกับการวางระบบปกป้องข้อมูลที่เข้มงวดที่สุด เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าเงินและข้อมูลของเขายังคงได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดในโลกดิจิทัล”น.ส.ขัตติยา กล่าว

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้บริการลูกค้า ธนาคารไม่ได้ทำงานตามลำพัง แต่ได้ร่วมทำงานกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความชำนาญการ โดยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ไดร่วมกับ JP Morgan ปฏิวัติระบบโอนเงินข้ามประเทศภายใต้ Project Carina

​โครงการดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการโอนเงินชำระค่าสินค้ากลุ่มพลังงานไปยังประเทศสิงคโปร์ ซึ่งในอดีตกระบวนการโอนเงินผ่านระบบธนาคารแบบเดิมอาจใช้เวลานานถึง 2 วัน ทำให้ลูกค้าสูญเสียโอกาสในการบริหารสภาพคล่องและรายได้จากดอกเบี้ย

​ความร่วมมือในครั้งนี้ช่วยให้สามารถโอนเงินได้แบบ เรียลไทม์ 24 ชั่วโมงตลอด 7 วัน ลูกค้าสามารถบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งลดต้นทุนค่าธรรมเนียมธุรกรรมให้ถูกลงอีกด้วย

​ปัจจุบัน ได้ขยายขอบเขตความสำเร็จจากโครงการดังกล่าวไปสู่บริการอื่นๆ เพื่อครอบคลุมฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น ประกอบด้วย

ร่วมกับ TrueMoney ให้บริการแพลตฟอร์มการเงิน เพื่อรองรับการใช้งานของคนไทยที่เดินทางไปสแกนจ่ายเงินในประเทศสิงคโปร์ผ่านระบบข้ามพรมแดน

และมีแผนจะนำโมเดลนี้ไปปรับใช้ที่ประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงการผนึกกำลังกับพันธมิตรเพื่อยกระดับบริการทางการเงินในระดับภูมิภาคต่อไป

​”แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ แต่หัวใจหลักยังคงเป็นการรักษา “ความเป็นมนุษย์” ในการบริการ โดยเมื่อเกิดปัญหาหรือความผิดพลาดขึ้น การที่ลูกค้าสามารถติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ที่เป็นมนุษย์ได้โดยตรง ยังคงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญสูงสุดในมุมมองของลูกค้า”น.ส.ขัตติยา กล่าว

น.ส.ขัตติยา กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานเพื่อขยายฐานความร่วมมือและสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย จะเน้นความร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่น ทั้งกับ Fintech และผู้เล่นรายสำคัญในแต่ละประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เพิ่มศักยภาพ และเติมเต็มช่องว่างซึ่งกันและกัน โดยหัวใจสำคัญคือการปรับตัวเข้าหาวัฒนธรรมและตลาดของแต่ละประเทศ เพราะตลาดเอเชียไม่ใช่ตลาดเดียว แต่เป็นตลาดที่มีความหลากหลาย มีระดับความปลอดภัยทางดิจิทัลและความคาดหวังของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน

ดังนั้น การจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการพัฒนาระบบไอทีให้สอดคล้องกับข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละประเทศ และผสานความร่วมมือกับผู้เล่นในท้องถิ่นเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง

​ในการลงทุนในเทคโนโลยี ด้าน Core Banking เพื่อให้สามารถรองรับกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคตนั้นใช้ สูตร 70-20-10 โดย 70% มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจหลัก เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าปัจจุบันและสร้างรายได้

20% ลงทุนในนวัตกรรมที่ต่อยอดจากธุรกิจเดิมเพื่อยกระดับบริการ

และ 10% เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต โดยมุ่งเน้นการสร้างโครงการใหม่ๆ ภายใต้ความตระหนักดีว่าอาจมีเพียง 1 ใน 10 โครงการเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ

ดังนั้นจึงต้องมีการบริหารจัดการทรัพยากร ทั้งด้านการเงิน บุคลากร และเครื่องมืออย่างรอบคอบ รวมถึงการมีระบบติดตามและวัดผลที่มีประสิทธิภาพ

​ทั้งนี้ ธนาคารฯ เคยล้มเหลวในการลงทุนด้านเทคโนโลยี และนวัตกรนม ได้ทำการเปลี่ยนใหม่และสำเร็จในปัจจุบัน โดยวัดจากสามารถเชื่อมต่อกลับเข้าสู่ระบบหลักและ ขยายขนาดธุรกิจ

ปัจจุบัน ธุรกิจธนาคารกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป หรือการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รูปแบบการดำเนินธุรกิจธนาคารแบบเดิมจำเป็นต้องปรับตัว

1.ปรับจาก ธนาคาร เป็น ผู้ให้บริการด้านการเงิน เพื่อรองรับลูกค้าในระดับที่เล็กลง (Micro-level) โดยต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

2.เปลี่ยนเพื่อรองรับ โอกาสจากสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) ที่กำลังเติบโต ถือเป็นโอกาสใหม่ที่ธนาคารให้ความสำคัญมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการประยุกต์ใช้ในการระดมทุนและการเงินในรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ประกอบการและเข้าถึงฐานลูกค้าที่หลากหลายขึ้น

3.ในการเติบโตในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยการร่วมมือกันของหลายภาคส่วน ทั้งธนาคารเองและบริษัทฟินเทค (FinTech) เพื่อสร้างบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด

น.ส.ขัตติยา ให้คะแนนอยู่ที่ประมาณ 6-7 จากเต็ม 10 เรื่องความก้าวหน้าของนวัตกรรมทางการเงินในเอเชีย ยังมีโอกาสและพื้นที่สำหรับการพัฒนาอีกมาก โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง “Financial Inclusion” หรือการเข้าถึงบริการทางการเงินให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SMEs) ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น