HoonSmart.com>>หุ้นปูนซิเมนต์ไทย(SCC) วิ่งแรงโดดเด่น ราคาพุ่งฉิ่ว 6% ปิโตรเคมีโลกเจอ Supply shock สเปรดเพิ่มขึ้น กำไรสต็อกหนุนกำไรสุทธิไตรมาส 1 กำไรปกติ 1,600 ล้านบาท ธุรกิจปูน-วัสดุก่อสร้าง,บรรจุภัณฑ์แข็งแกร่ง บล.ฟินันเซียฯเพิ่มคำแนะนำเป็น’ซื้อ’ เพิ่มราคาเป้าหมาย 250 บาท เพิ่มประมาณการกำไร 69-71 บล.บัวหลวงคาดกำไรปกติไตรมาส 1 ที่ 1,369 ล้านบาท บล.อินโนเวสท์ เอกซ์คาดสเปรดบวกอีกยาว
วันที่ 16 เม.ย.2569 ราคาหุ้นบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (SCC) วิ่งขึ้นไปสูงสุดถึง 228 บาท พุ่งขึ้น 6.54% หรือ 5.14% และมาซื้อขายที่ 227 บาท บวก 13 บาทหรือ +6.07% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 2,410.88 ล้านบาท ณ เวลาประมาณ 11.05 น.
นักวิเคราะห์เชียร์ โดยบล.ฟินันเซียไซรัส พลิกคำแนะนำเป็นซื้อจากเดิมถือ และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 250 บาท เพิ่มประมาณการกำไร หลังจากส่วนต่างราคา (สเปรด) ปิโตรเคมีฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและคาดจะทรงตัวสูงอย่างต่อเนื่อง จากการหยุดชะงักของอุปทานโลก หนุนแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรอย่างมีนัยสำคัญ การดำเนินงานยังคงแข็งแกร่งแม้ ROC (ระยองโอเลฟินส์) หยุดผลิต โดยมีวัตถุดิบรองรับในระยะสั้นเพียงพอและไม่กระทบปริมาณขายอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเชื่อว่าสงครามตะวันออกกลางไม่น่ายืดเยื้อไปถึงครึ่งปีหลัง
Supply shock หนุนส่วนต่างราคาปิโตรเคมี
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เปลี่ยนภาวะตลาดจากอุปทานล้นตลาดเป็นภาวะขาดแคลนโดยมีการประกาศ force majeure จากผูู้ผลิตหลายราย ส่งผลให้อุปทานโลกหายไปราว 15 20% (>40 ล้านตันต่อปี) หนุนให้ส่วนต่างราคา HDPE ปรับขึ้นสู่ราว 500 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในช่วงต้นเดือน เม.ย. (เทียบกับ 308 เหรียญสหรัฐ/ตันในไตรมาสที่ 4/2568 และ 320–340 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในช่วงปี 2566-2568)
แม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง การฟื้นตัวของอุปทานจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และคาดว่าสเปรดจะชะลอลงในครึ่งหลังปี 2569 แต่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
คาดกำไรไตรมาส 1/2569 แข็งแกร่งจากสเปรดที่กว้างขึ้นและกำไรสต็อก
บล.ฟินันเซียไซรัสคาดกำไรสุทธิไตรมาสที่1/2569 ที่ 4,600 ล้านบาท ดีขึ้นจากขาดทุนสุทธิ 3.7 ล้านบาทในไตรมาสที่ 4/2568 (QoQ) และเพิ่มขึึ้น 320.9% จากช่วงเดียงกันของปีก่อน (YoY) จากกำไรสต็อกประมาณ 3 พันล้านบาท และกำไรปกติที่ดีขึ้นมากเป็น 1,600 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนจากการดำเนินงาน 79 ล้านบาท QoQ และเพิ่มขึ้น 36.9% YoY แม้ ROC จะหยุดผลิตเกือบ 1 เดือนในเดือน มี.ค. แต่มีสต็อกพร้อมขาย ปริมาณการขายของปิโตรเคมีจึงไม่สะดุด ในขณะที่ Spread ของ HDPE ที่สูงขึ้นในเดือน มี.ค. ทำให้ Spread เฉลี่ยในไตรมาสที่ 1/2569 เพิ่มขึ้น 5% QoQ และ +1% YoY เป็น 324 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่วน Spread ของ PP +10%QoQแต่ -13% YoYเป็น 285 เหรียญสหรัฐ/ตัน ชดชเยภาระค่าใช้จ่ายคงที่ของ ROC ที่หยุดผลิตเดือนละประมาณ 150 ล้านบาทได้
ปรับเพิ่มประมาณการและราคาเป้าหมาย
ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในไตรมาสที่ 2/2569 ไม่น่าจะต่ำกว่าไตรมาสแรก และมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงในครึ่งปีหลัง ทำให้ ปรับประมาณการกำไรปกติของ SCC ในปี 2569-2571 ขึ้น 28%/11%/3% ตามลำดับ จากการปรับเพิ่ม Chemical spread ขึ้นจากเดิม 10-15% ทำให้กำไรปกติปี 2569 เพิ่มเป็น 11,500 ล้านบาท (+134.6% YoY ) และ +23.2% YoY เป็น 14,300 ล้านบาทในปี 2570 จึงเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 250 บาท (SOTP) ซึ่งคิดเป็น 2026E Implied P/BV เพียง 0.9 เท่า ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ จากเดิมถือ
บล.บัวหลวงแนะนำซื้อ SCC ให้ราคาเป้าหมาย 260 บาท คาดกำไรหลักไตรมาสที่ 1/2569 อยู่ที่ 1,369 ล้านบาท (+15% YoY, turnaround QoQ) และกำไรสุทธิ 4,672 ล้านบาท (+325% YoY, turnaround QoQ) ปัจจัยหลักจากกำไรสต็อกเทียบกับขาดทุนและรายการพิเศษในช่วงก่อนหน้า) รวมถึงการฟื้นตัวของการดำเนินงานในทุกกลุ่มทั้งเคมีภัณฑ์, ซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง (CBM) และบรรจุภัณฑ์, SG&A ที่ลดลง QoQ, และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง YoY
ในธุรกิจเคมีภัณฑ์คาดกำไรฟื้นทั้ง YoY และ QoQ จากมาร์จิ้นที่ดีขึ้นและกำไรขณะที่ CBM ได้แรงหนุนจากปริมาณขายและราคาขายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ ส่วน Packaging ฟื้นตัวจากผลประกอบการของ Integrated Packaging ที่ดีขึ้น และ SG&A ที่ลดลง
นอกจากนี้ spread ปิโตรเคมีที่ปรับขึ้นจาก supply disruption ในตะวันออกกลางยังเป็น upside ต่อประมาณการ โดย HDPE spread เพิ่มจากประมาณ 280 เหรียญสหรัฐ/ตันในปลาย ก.พ. เป็นประมาณ 416 เหรียญสหรัฐ/ตัน ล่าสุด และ sensitivity ชี้ว่าทุก 30 เหรียญ/ตัน สูงกว่าสมมติฐานที่ 350 เหรียญ/ตันจะหนุนกำไรปี 2569 เพิ่มราว 3% สะท้อนโอกาสปรับประมาณการกำไรขึ้นในระยะถัดไป
สำหรับไตรมาสที่ 2 คาดกำไรหลักจะยังเติบโตต่อทั้ง YoY และ QoQ จากธุรกิจเคมีภัณณฑ์ที่มาร์จิ้นดีขึ้น แม้ปริมาณขายลดลงจากการหยุด ROC ชั่วคราว ขณะที่ MOC และ LSP ยังเดินเครื่องได้ต่อเนื่อง ส่วนปูฯซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ จะยังเติบโต YoY แต่มีแรงกดดัน QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์คาดว่ากําไรไตรมาสที่ 1/2569 อยูู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านบาท ฟื้นจากขาดทุน 3,700 ล้านบาทในไตรมาสที่ 4/2568 และกําไรสุทธิ 1,099 ล้านบาทในไตรมาสที่ 1/2568 หลักๆ มาจากกำไรจากสินค้าคงคลัง ที่สูงประมาณ 3,500 ล้านบาท โดยหากหักรายการพิเศษไป คาดว่ากำไรหลักอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาทในไตรมาส1/2569 ดีขึ้นจาก 79 ล้านบาทในไตรมาสที่ 4/2568 และ 1,100 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 1/2568 หลักๆ มาจากการฟื้นตัวของส่วนต่างของปิโตรเคมีที่สูงถึงประมาณ 500 เหรียญต่อตัน ช่วงเดือนมีนาคม 2569 ที่เกิดสงครามตะวันออกกลาง ทําให้เม็ดพลาสติกขาดแคลน และทําให้ margin รวมของ SCGC ดีขึ้นชดเชยผลกระทบจากการปิดโรง ROC (ค่าใช้จ่าย 150 ล้านบาทต่อเดือนตั้งแต่ 10 มี.ค.2569) ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ธุรกิจซีเมนต์ยังค่อนข้างแข็งแกร่ง จากความคาดหวังรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ราคาซีเมนต์ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่มีกําไรเพิ่มขึ้นเช่นกัน
แนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมียังคงคาดว่าจะยังเป็น positive impact ในระยะสั้น ที่ทาง SCC มี feedstock ได้ถึงกลางมิ.ย. 2569 แล้ว และ สเปรดก็ยังคงสูง ขณะที่ระยะกลางถึงยาวคาดว่าสเปรดจะยังมีแนวโน้มอยู่ระดับสูงกว่า 280-300 เหรียญต่อตัน อย่างน้อย 2-3 ปี ข้างหน้า จากที่สถานการณ์ปัจจุบันมี supply เม็ดพลาสติกหายได้ 40 ล้านตันต่อปี (ประมาณ 20% ของ supply โลก) และการซ่อมต้องใช้เวลา 2-3 ปี เนื่องจากมี critical equipment (crack gas compressor) ที่มีข้อจํากัดการผลิตได้เพียง 6-7 ล้านตัน/ปี โดยรวมยังคงแนะนํา Outperform ราคาเป้าหมาย 229 บาท อิง SOTP Valuatio

