HoonSmart.com>>จับตาโครงการ JUMP+จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของตลาดทุนไทย จากวิกฤตศรัทธา สู่การปลดล็อกหุ้นมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาทของ 143 บจ. 89% อยู่นอก SET100 ที่มีระดับ ROE ต่ำกว่า 10% ถือเป็น “Value Gap” ขนาดมหึมา ที่รอการเพิ่มมูลค่า ภายใต้กลยุทธ์การเติบโต 3 ปีเต็ม ลงมือขับเคลื่อนแผน 1 เม.ย.69 ที่ไม่ใช่แค่การปรับโครงสร้างธุรกิจ แต่คือการทำ Public Commitment ครั้งใหญ่ที่สุดต่อนักลงทุนทั่วโลก
สิ้นสุดการรับสมัครบริษัทจดทะเบียน(บจ.)เข้าสู่โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 มีบจ.เข้าร่วมโครงการถึง 143 แห่ง มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) 2.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 14% ของมาร์เก็ตแคปรวมทั้งตลาด สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 50-100 แห่ง และแผนการสร้างมูลค่าเพิ่มเริ่มลงมือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 เป็นต้นไปสิ้นสุดแผนวันที่ 31 มี.ค.2571
JUMP+ จัดอยู่ในมาตรการที่ 2 Attractive Supply จากทั้งหมด 4 มาตรการชุด “สร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย”ที่ทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ร่วมกันสกัดออกมา

หมายเหตุ:AI กราฟฟิค ข้อมูลจาก ตลท.
JUMP+ ถือเป็นโครงการแรกที่เริ่มนับหนึ่งได้ตั้งแต่ 1 เม.ย.2569 จากมาตรการ Attractive Supply ที่มีทั้งหมด 5 ด้าน ประกอบด้วย การดึงบริษัทที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนไทย (IPO) อยู่ระหว่างการดำเนินการ
การปรับขั้นตอน IPO ให้มีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค อยู่ระหว่างการดำเนินการ
เปิดทางให้ SMEs และธุรกิจ New Economy เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น อยู่ระหว่างการดำเนินการ
และการส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล ESG ตามมาตรฐานสากล (ISSB)ที่จะเริ่มในปี 2569 นี้เช่นกัน โดยทาง ก.ล.ต.จะให้ บจ.ทำบัญชีตามมารตฐาน IFRS S1 และ S2 โดย S1 คือ การรายงานเรื่องของความยั่งยืน ส่วน S2 คือ ความยั่งยืนด้านคาร์บอน หรือ Climate Change เมื่อทำแล้ว บจ.ต้องประเมินผลของการทำเรื่องความยั่งยืนแระทบต่อความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจในมุมการเงินอย่างไร และเปิดเผยต่อสาธารณะชน การปรับการจัดอันดับเครดิตเรทติ้งด้าน ESG จากมาตรฐานเฉพาะในไทย ไปใช้มาตรฐานระดับสากล คือ FTSE Russell จากปัจจุบันครอบคลุมบจ.กว่า 200 บริษัท ให้ครอบคลุม 450 บริษัทหรือครึ่งหนึ่งของบจ.ทั้งหมด
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)กล่าวว่า บจ.มีการทำแผนปรับปรุงศักยภาพใน 3 มิติ
ด้านธุรกิจ กำหนดเป้าหมาย กำไรสุทธิ, ยอดขาย หรือ EBITDA พร้อมจัดทำแผนกลยุทธ์ 3 ปีเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น
ด้านธรรมาภิบาล เน้นการกำหนดคุณสมบัติคณะกรรมการ, การกำกับดูแลกิจการ และการบริหารจัดการบุคลากร
ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก สำหรับบริษัทที่มีความพร้อมในการเปิดเผยแผนงานด้านความยั่งยืนเพิ่มเติม
สำหรับไทย มุ่งเน้นส่งเสริมการเพิ่มมูลค่า บจ.ขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งแตกต่างจากโมเดลของประเทศเกาหลีใต้ ที่เน้นบริษัทขนาดใหญ่เป็นหลัก จาก 143 บจ.มี Market Cap รวม 2.2 ล้านล้านบาท กว่า 89% ของบจ.ที่เข้าร่วมอยู่นอกดัชนี SET100 และ mai
78% ของบจ.ที่เข้าร่วมมี Market Cap ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
60% ของบจ.ที่เข้าร่วม มีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ต่ำกว่า 10% ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่โครงการต้องการเข้าไปช่วยแก้ไข เพื่อเพิ่มความดึงดูดใจให้นักลงทุน
จากการสำรวจแผนงานที่ส่งเข้ามา พบว่าบริษัทส่วนใหญ่ 138 บจ.เลือกเป้าหมายด้านการเติบโต (Growth) ทั้งในแง่ของกำไรและยอดขาย
มีการส่งแผนงานกลยุทธ์รวมกว่า 278 แผนงาน (เฉลี่ยบริษัทละ 2 แผนงาน) เพื่อรองรับเป้าหมายที่ตั้งไว้
มีการเสนอแผนงานด้านธรรมาภิบาล รวมกว่า 462 แผนงาน เฉลี่ย 3 แผนงานต่อบริษัท โดยลำดับแรก คือ มาตรการต่อต้านทุจริต เป็นหัวข้อบังคับที่ทุกบริษัทต้องจัดทำแผนงาน,การแจ้งเบาะแส หัวข้อยอดนิยมที่บริษัทส่วนใหญ่เลือกพัฒนาเพื่อเพิ่มความโปร่งใส,การป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน เพื่อสร้างความเท่าเทียมในตลาดทุน
ด้านการก้าวสู่ Net Zero เป็นโครงการแบบสมัครใจ แต่ผลตอบรับด้านสิ่งแวดล้อมกลับทำได้ดีเกินคาด โดยมีถึง 114 บจ. คิดเป็น 80% ที่ยื่นแผนการจัดการก๊าซเรือนกระจกโดย 42 บจ. เริ่มจัดทำแผนประเมินและลดคาร์บอนเป็นครั้งแรก และ 72 บจ. พัฒนาต่อยอดจากแผนเดิม โดยเน้นการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน
หนุนงบ 800 ล้านบาท 3 ปี
นายสรวิศ กล่าวว่า นับจากนี้ ตลท.จะมีการดำเนินการ สร้างการรับรู้ (Visibility) แผนการดำเนินงานของ บจ.ที่ผ่านเข้าสู่โครงการ JUMP+ ซึ่งถือเป็นบริษัทน้ำดีที่ผ่านการคัดกรองแผนธุรกิจมาแล้วว่าอยู่บนความเป็นไปได้ในโลกธุรกิจปัจจุบัน และบจ.เหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนจากตลท.-พันธมิตรของตลาดหลักทรัพย์ฯ และกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) พร้อมให้การสนับสนุนรอบด้าน ด้วยงบประมาณสนับสนุนราว 800 ล้านบาท พื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนแผนธุรกิจและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสต่อสาธารณะ
หมายเหตุ:AI กราฟฟิค ข้อมูลจาก ตลท.
ทั้งนี้ จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ ส่วนที่เป็นเงินทุนสนับสนุนให้แก่บจ.ที่เข้าร่วมโครงการ และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบนิเวศและขับเคลื่อนขีดความสามารถของบริษัทจดทะเบียน
ทำให้ บจ.กล้าที่จะตั้งเป้าหมายในอนาคตและประกาศต่อสาธารณะ แม้ว่าหลายบริษัทจะมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงหากไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้ แต่ทาง ตลท. เชื่อว่าการ “ให้คำมั่นสัญญา” ต่อสาธารณะคือดัชนีชี้วัดคุณภาพของการบริหารจัดการ
ในกรณีที่เกิดปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ อาทิ สงคราม, ภัยธรรมชาติ หรือวิกฤตเศรษฐกิจมหภาค โครงการอนุโลมให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนแผนงานหรือเป้าหมายได้ โดยเน้นความสำคัญไปที่ “การสื่อสารกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง” อย่างน้อยทุก 6 เดือน เพื่อชี้แจงสถานะและเหตุผลของความล่าช้า
ในระยะแรก จะมุ่งนำไปใช้ในการสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ขององค์กร ผ่าน การเพิ่มรายได้ ด้วยการสนับสนุนช่องทางการเติบโตใหม่ๆ,ลดต้นทุน ช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรมีประสิทธิภาพสูงขึ้น,เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยการนำนวัตกรรมมาปรับใช้,สร้างเสถียรภาพให้องค์กรมีความแข็งแกร่งในระยะยาว,เพิ่มธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน
จัดเวทีให้นักลงทุนได้พบปะกับบริษัทในงานนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุนโดยเฉพาะ ผ่าน Opportunity Day / Investor Meeting
การพาไปนำเสนอข้อมูล หรือ Roadshow ทั้งในงานประเทศผ่านงาน Thailand Focus ที่ครบรอบ 20 ปีในปีนี้ และ Outbound Roadshow ในต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงบริษัทไทยกับนักลงทุนระดับโลก
การอบรมให้ความรู้ เฉพาะด้าน ทั้งงาน นักลงทุนสัมพันธ์ (IR) การเปิดเผยข้อมูล ด้านธรรมาภิบาล และความรับผิดชอบต่อสังคม (CS)
การให้สิทธิประโยชน์ ด้านส่วนลดค่าธรรมเนียมต่างๆ การส่งเสริมให้ติดอันดับ ESG Ratings เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนที่เน้นความยั่งยืน
”เป้าหมายสูงสุดของ Jump+ คือการเป็น Trusted Marketplace หรือตลาดทุนที่ได้รับความไว้วางใจ โดยการ Empower หรือเสริมศักยภาพให้ทั้งบจ.และนักลงทุนควบคู่กันไป”นายสรวิศ กล่าว
แผนมีความเป็นไปได้!
นายสรวิศ กล่าวว่า โครงการ JUMP+ ตลท.ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงหรือตัดสินว่าแผนงานของบริษัทใดดีหรือไม่ดี แต่ใช้วิธีการสร้าง “เวทีและแพลตฟอร์ม”ให้บจ.และนักลงทุนเป็นผู้ตัดสิน ผ่านกลไกการติดตามผลถึง 3 ชั้น เพื่อให้มั่นใจว่าแผนงานที่เสนอมาสามารถปฏิบัติได้จริง และจะสามารถบรรลุเป้าหมายในระยะยาว 3 ปีข้างหน้า

หมายเหตุ:AI กราฟฟิค ข้อมูลจาก ตลท.
ชั้นที่ 1 ภายในองค์กร แผนธุรกิจจะผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท ภายใต้หลักการหน้าที่ความระมัดระวัง จากนั้นต้องประกาศแผนออกสู่สาธารณะ จะถือว่าเป็นพันธสัญญาที่ บจ.จะต้องรับผิดชอบ ดังนั้นบอร์ดบริษัท และกรรมการอิสระจะต้องมอนิเตอร์ผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดและสื่อสารออกมาทันทีหากไม่เป็นไปตามเป้า
ชั้นที่ 2 ผ่านมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สมาคมนักวิเคราะห์ (IAA) และสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย จะร่วมวิพากษ์วิจารณ์แผนงานผ่านเว็บไซต์ ตลท. และส่งอาสาสมัครเข้าซักถามข้อมูลทุก 6 เดือน
ชั้นที่ 3 หน่วยงานกำกับดูแล ก.ลใต. และทีมงานตลาดหลักทรัพย์ฯ
อัตราความสำเร็จของแผน เป็นสิ่งที่นักลงทุนให้การจับตามองอย่างมาก ซึ่งจากการแลกเปลี่ยนมุมมองกับกลุ่มนักลงทุนสถาบัน พบว่านิยามของความสำเร็จใน”การเพิ่มมูลค่าให้กับบจ.ในระดับสากล” โดยเฉพาะกรณีศึกษาจากเกาหลีใต้ ไม่ได้วัดเพียงแค่การดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้เท่านั้น แต่โครงการดังกล่าวยังช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนด้าน
1.จุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างความคิดของบริษัทจดทะเบียน ทำให้เกิดการให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นรายย่อย ด้วยการปรับนโยบายสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิและประโยชน์ของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยกับกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จากเดิมมุ่งที่ประโยชน์ผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพียงอย่างเดียว
2.บจ.กลับมาให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดประสิทธิภาพอย่างจริงจัง ทั้งด้านอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE),นโยบายการจ่ายเงินปันผล และการซื้อหุ้นคืนเพื่อเพิ่มมูลค่าแก่ผู้ถือหุ้น
3.เกิดแรงผลักดันจากกลุ่มนักลงทุนเชิงรุก เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้โครงการก้าวไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว
“ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้มีแค่ทำได้ตามแผนไหม แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองและการลงมือปฏิบัติของบจ. ของผู้บริหาร และนักลงทุน ในการผลักดันให้เกิดการมุ่งสู่การเพิ่มมูลค่าผู้ถือหุ้น เพิ่มมูลค่ารวมขององค์กร ให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ”นายสรวิศ กล่าว
หุ้นเกาหลีใต้ P/BV Ratio เพิ่มขึ้น 80.7% หวังเกิดขึ้นในไทย
นายสรวิศ ไม่สามารถตอบได้ว่าจากจำนวน 143 บจ. ที่มี Market Cap 2.2 ล้านล้านบาท ที่โครงการ JUMP+ ในมุมของตัวเลขเมื่อครบ 3 ปี จะออกมาที่ค่าใด แต่มั่นใจว่าจะได้ผลออกมาในทางบวก ในทิศทางเดียวกับโครงการ”Korea Value-up Program” ในตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ ซึ่ง ตลท. ได้นำโมเดลจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มาประยุกต์ใช้กับ JUMP+
โดยเฉพาะกรณีของเกาหลีใต้ ที่เริ่มประกาศใช้โครงการเมื่อช่วงต้นปี 2567 เพื่อแก้ไขปัญหา “Korea Discount” สภาวะที่มูลค่าหุ้นของบริษัทในประเทศซื้อขายกันในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับคู่แข่งทั่วโลกเป็นเวลาหลายทศวรรษ เนื่องจากประสิทธิภาพการบริหารเงินทุน ที่ต่ำ และนโยบายการคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นที่ยังไม่จูงใจเพียงพอ
ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2567 ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี (KRX) จึงได้ริเริ่มโครงการ “Corporate Value-Up”เพื่อปฏิรูปโครงสร้างบริษัทจดทะเบียน โดยมีเป้าหมายหลักคือการยกระดับผลตอบแทนผู้ถือหุ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน ซึ่งผลลัพธ์ ณ สิ้นปี 2568 ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย
โครงการ Value-Up ไม่ได้เป็นเพียงการขอความร่วมมือ แต่คือการสร้างระบบนิเวศน์ที่จูงใจให้บริษัทมหาชนปรับตัวผ่าน 3 กลไกหลัก
1. การปรับปรุงเชิงนโยบาย ผลักดันให้บริษัทกำหนดแผนการปันผลที่ชัดเจน การซื้อหุ้นคืน และการยกเลิกหุ้นที่ซื้อคืน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับหุ้นที่เหลืออยู่ในมือผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง
2. การจัดตั้งดัชนีอ้างอิง คัดเลือก “บริษัทต้นแบบ” โดยพิจารณาจากเกณฑ์กำไร การตอบแทนผู้ถือหุ้น และประสิทธิภาพการใช้เงินทุน
เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบัน
3. นวัตกรรมทางการเงิน การเปิดตัวกองทุน ETF ที่อ้างอิงดัชนี Value-up เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงบริษัทที่มีธรรมาภิบาลสูง
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ณ สิ้นปี 2568 ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จในการสร้างความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจ
1. การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน มีบริษัทเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 180 บริษัท คิดเป็น 7% ของบริษัททั้งหมด มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) รวมกันถึง 2,598.3 ล้านล้านวอน หรือ 44.8% เกือบครึ่งหนึ่ง ของตลาดหุ้นเกาหลี (KOSPI & KOSDAQ) นำโดยยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Samsung, LG Electronics, Hyundai และ SK Hynix
2. การปฏิรูการดำเนินงาน การปันผลเป็นเงินสด พุ่งสูงถึง 50.9 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 11.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การยกเลิกหุ้นที่ซื้อคืน มีมูลค่าสูงถึง 21.4 ล้านล้านวอน เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 53.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการลดจำนวนหุ้นเพื่อเพิ่ม EPS (กำไรต่อหุ้น)
3. การยกระดับมูลค่า (Valuation Uplift) ความสำเร็จที่เด่นชัดที่สุดสะท้อนผ่านตัวเลข Multiples ทางการเงิน P/BV Ratio เพิ่มขึ้นจาก 0.88 เท่า เป็น 1.59 เท่า หรือเพิ่มขึ้น 80.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่าตลาดเริ่มให้มูลค่าสูงกว่าสินทรัพย์สุทธิของบริษัทแล้ว ด้าน P/E Ratio ขยับจาก11.37 เท่า สู่ 17.47 เท่า หรือเพิ่มขึ้น 53.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความคาดหวังเชิงบวกต่อการเติบโตในอนาคต
กรณีศึกษาของ KRX แสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาโครงสร้างตลาดทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการ “สื่อสารความจริงใจ”ผ่านการจัดสรรเงินทุน
รายงานโดย วารุณี อินวันนา
