HoonSmart.com>>นายกฯประกาศรื้อโครงสร้างบริหารรัฐครั้งใหญ่ จัดทัพ 8 คลัสเตอร์ยุทธศาสตร์ ทลายคอขวด กำจัดทุนเทา ดึงเงินลงทุน FDI ในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง,กิโยตินกฎหมายลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เสริมแกร่งซัพพลายเชน สร้างเงินออม ดันไทยเข้า OECD ยกระดับความโปร่งใสเทียบเท่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 83/2569 ปรับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินครั้งสำคัญ โดยจัดกลุ่มภารกิจ (Cluster-based Management) ออกเป็น 8 ด้านหลัก เพื่อทลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลก
นับเป็นความพยายามเชิงกลยุทธ์ (Strategic Move) ในการปรับโหมดการบริหารงานสู่ระบบ “Technocrat-led” มากขึ้น ประกอบด้วย
1.”กลุ่มภารกิจปราบปรามการทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การกระทำความผิดออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามขาติ” ที่เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงและธรรมาภิบาล มี นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบโดยตรงด้วยตัวเอง กุมบังเหียนภารกิจด้าน “การปราบปรามทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมออนไลน์” ซึ่งถือเป็นวาระเร่งด่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ครอบคลุมการกวาดล้างเว็บพนันออนไลน์, ปัญหาตัวแทนอำพราง (Nominee), และความผิดข้ามชาติ เรียกว่าเน้นไปที่การกวาดล้างเม็ดเงินสีเทาและเว็บพนันออนไลน์
2.”กลุ่มภารกิจพัฒนาระบบสาธารญปโกคชั้นพื้นฐาน” หรืองาน ด้าน Infrastructure ให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นแม่ทัพคุมกลุ่มภารกิจ “พัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน” เร่งสปีดเมกะโปรเจกต์และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการใช้ชีวิตของประชาชน มีอำนาจกำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรีในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด
3.”กลุ่มภารกิจส่งเสริมและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หรืองานด้าน Green Economy มี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล ตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการผลักดันให้ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050)
ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีศักยภาพในการจัดเก็บรายได้ด้วยตนเอง เพื่อลดการพึ่งพางบประมาณกลางและสร้างความเข้มแข็งในระดับฐานราก
4. “กลุ่มภารกิจส่งเสริมการลงทุน” นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายให้เข้าคุมพอร์ตโฟลิโอเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกแก่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment – FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ Tech Ecosystem เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), โรโบติกส์ และดิจิทัล และ Green & Health พลังงานสะอาด, ยานยนต์สมัยใหม่ และอุตสาหกรรมการแพทย์และเวชภัณฑ์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก
5.”กลุ่มภารกิจส่งเสริมการค้า พาณิชยกรรม สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว” ขุมกำลังทางเศรษฐกิจและการค้า (Trade & Human Capital) ให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้ากำกับดูแลพอร์ตการค้า สินค้าเกษตร และการท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเชื่อมโยงซัพพลายเชนไทยเข้ากับตลาดโลก, ทำการยกระดับ SMEs และสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ให้กับสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก สร้างพันธมิตรทางการค้าและผลักดันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน GDP
6.”กลุ่มภารกิจความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” มี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี รับหน้าที่ดูแลรักษาอธิปไตยและกระชับความสัมพันธ์กับนานาประเทศ มีอำนาจในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ ที่ไม่มีความคืบหน้า เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในนโยบายต่างประเทศ
7.”กลุ่มภารกิจวิจัยและพัฒนาประเทศไทย สร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์และส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ” มี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ ดูแลเสริมสร้างทักษะดิจิทัล และทักษะทางการเงินให้กับประชาชน
พัฒนาระบบการศึกษาที่เท่าเทียม และส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนมีขีดความสามารถในการทำงานที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ สร้างความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัวและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรี
ใช้การวิจัยและพัฒนา (R&D) ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เเป็นฟันเฟืองหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงการส่งเสริมให้ผลงานวิจัยถูกนำมาใช้จริงเพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศ เเตรียมความพร้อมของแรงงานเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
8″“กลุ่มภารกิจพัฒนากฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดิน” มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ดูแล รับผิดชอบการพัฒนากฎหมายและกระบวนการตรากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากลและสถานการณ์ปัจจุบัน อาทิ การตัดกฎหมายที่ล้าสมัย ที่มีการเรียกร้องกันมาตลอด เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น อำนวยความสะดวกให้แก่การค้าการลงทุน ลดต้นทุนและภาระแก่ประชาชน สร้างความเป็นธรรมในสังคม พัฒนาระบบราชการและการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเป็น Digital Government การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลเพื่อลดระเบียบขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนเกินความจำเป็น และต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ และการเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มาตรฐานระดับสากล เป็นตัวตั้งต้น เพื่อยกระดับมาตรฐานโปร่งใสของไทยให้เทียบเท่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันที ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป
