ตลท.ชี้นโยบายใหม่รัฐหนุน SET Index ไปต่อ นักลงทุนเริ่มชินจีดีพีโตต่ำ-สงคราม

HoonSmart.com>>ตลท.เผยนโยบายใหม่ของรัฐบาลวางรากฐานการเติบโตระยะยาวให้เศรษฐกิจไทย หนุน SET Index ไปต่อได้ หลังทะลุ 1,500 จุด นักลงทุนหวังผลลัพธ์ในอนาคต ด้านตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจปี’69 ถูกหั่นลงเหลือ 1.3%- สงคราม ตลาดซึมซับเรียบร้อย ระยะสั้นจับตาราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยเฟด

ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) วันที่ 10 เม.ย.2569 ปิดตลาดที่ 1,506.84 จุด เพิ่มขึ้น 17.18 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.15% มูลค่าการซื้อขายรวม 43,883.66 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,907.35 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 544.37 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนสถาบันและรายย่อยขายสุทธิ

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ข่าวการประกาศหยุดยิงของสหรัฐฯ ซึ่งเรื่องสงครามนักลงทุนที่มีการซึมซับข่าวไปค่อนข้างมากแล้ว สิ่งที่จับตาต่อไปคือราคาน้ำมัน ภาวะเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ

ขณะที่ คำแถลงนโยบายรัฐบาลล่าสุดมีหลายมาตรการที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนโดยตรง จะ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและวางรากฐานการเติบโตระยะยาวให้กับเศรษฐกิจไทย หากเริ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง ซึ่งตลาดทุนไทยมีแนวโน้มจะฟื้นตัวก่อนเศรษฐกิจจริง เนื่องจากนักลงทุนมักตอบสนองต่อความเชื่อมั่นล่วงหน้า เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ตลาดหุ้นไทยยืนเหนือระดับ 1,500 จุดและไปต่อได้ในระยะยาว

สำหรับ นโยบายรัฐบาลและการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนโดยตรง ประกอบด้วย
​1. การส่งเสริมทักษะทางการเงิน หรือ Financial Literacy เพื่อสร้างรากฐานการออมที่แข็งแกร่งให้แก่ประชากรตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเข้มแข็งของตลาดทุนไทยในอนาคต หากสามารถบรรจุหลักสูตรความรู้ด้านการเงินเป็นวิชาบังคับในระบบการศึกษาจะดีมาก
​2. การลงทุนในสตาร์ทอัพ (Startup Ecosystem)ทำให้เกิดการสร้างเศรษฐกิจใหม่ๆ ในระยะยาว
3. ​มาตรการภาษีในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อลดภาระหนี้ภาครัฐ มุ่งเป้าไปที่กลุ่มพลังงานสะอาด (Renewable Energy) และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) เพื่อสร้าง New Economy ที่เป็นฐานรากใหม่ของเศรษฐกิจไทย
​3. การแก้ไขกฎหมายสู่มาตรฐานสากล และการผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ OECD หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจไทยไปต่อได้
​4. การพัฒนา พรบ.อากาศสะอาด และนโยบายด้านคาร์บอนเครดิต โดยมีแผนนำร่องให้กรุงเทพมหานครและนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ นำคาร์บอนเครดิตมาทำการซื้อขายกันได้ ที่ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย เป็นการสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เป็น Green Investment เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ

“หากนโยบายเหล่านี้มีการลงมือจริง แม้จะต้องใช้เวลา แต่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ ซึ่งแค่นโยบายออกมาตลาดทุนมีการตอบรับล่วงหน้าแล้วจากหุ้นที่มีการปรับตัวขึ้นในช่วงที่จะหยุดยาว ถือว่าเป็นการ react ในทางบวกค่อนข้างแรง”นายศรพล กล่าว

ขณะที่ในมุมของการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2569 ทางธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ มีการปรับลดจีดีไทย ลงเหลือ 1.3% และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งสัญญาณออกมาในทิศทางเดียวกันว่าจะปรับลดจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.3% -1.7% จากเดิม 1.9% ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาของนักลงทุน

นายศรพล กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้ Absorb หรือซึมซับข่าวการเติบโตต่ำของเศรษฐกิจปี 2569 ไปเกือบทั้งหมดแล้ว เมื่อมองจากการปรับขึ้นของดัชนีในวันนี้ หากไม่มีข่าวร้ายใหม่ที่มีนัยสำคัญ ตลาดมักจะให้ความสำคัญกับทิศทางนโยบายและการดำเนินงานในอนาคตมากกว่า โดยเฉพาะตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) ถ้าสามารถเปลี่ยนยอดคำขอให้กลายเป็นการลงทุนจริงได้เพียงส่วนหนึ่ง จะส่งผลกระทบเชิงบวกมหาศาลต่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว
​รวมถึง การยกระดับมาตรฐาน ESG ในบริษัทจดทะเบียน จากมาตรฐานในประเทศไปสู่มาตรฐานสากลอย่าง FTSE Russell ในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนบริษัทที่ได้รับการประเมินเป็น 450 บริษัท คิดเป็นครึ่งหนึ่งของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในตลาด จากปัจจุบันมีประมาณ 200 บริษัท การใช้มาตรฐานระดับโลกจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและ Visibility ให้กับนักลงทุนต่างชาติที่คุ้นเคยกับเกณฑ์สากล
นอกจาก ให้บริษัทจดทะเบียนรายงานโดยตรงแล้ว ระบบใหม่จะมีการนำเทคโนโลยี AI และ Social Listening มาใช้ในการตรวจสอบข้อมูล
ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทจดทะเบียนไทยมีความพร้อมในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังรอการฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบ

ที่สำคัญ คือ โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหุ้น หรือ โครงการ JUMP+ จะเป็นหนึ่งใน Thailand Story ที่จะเป็นจุดแข็งในการดึงดูดความน่าสนใจของนักลงทุนเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายรัฐที่มีผลต่อการขับเคลื่อนตลาดทุนอย่างมากในระยะยาว คือ โครงการออมเงินส่วนบุคคลในระยะยาว หรือ ที่เคยพูดถึง Thai Individual Savings Account:TISA ทิสา ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดทุนและส่งเสริมการออมระยะยาวของภาคประชาชน โดยโครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO), ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และกระทรวงการคลัง เพื่อให้เป็นกลไกการออมที่อยู่คู่กับระบบเศรษฐกิจไปตลอดจนถึงวัยเกษียณ ไม่ต้องรอการต่ออายุเป็นรอบปีเหมือนการลงทุนใน กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ในอดีต ที่เมื่อครบกำหนดอายุโครงการจะต้องขายหุ้นออกมาจำนวนมากในคราวเดียว จนสร้างแรงกดดันต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ

หลักการเบื้องต้น จะมีความยืดหยุ่นสูง ผู้ลงทุนสามารถเลือกจัดสรรพอร์ตการลงทุนได้ตามความเหมาะสมของตนเอง สามารถเลือกลงทุนทได้หลากหลาย ไม่จำกัดเพียงแค่กองทุนรวม

เป้าหมายหลัก เพื่อผลักดันการออมระยะยาวของประชาชนเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวให้แก่คนไทย โดยใช้สิทธิภาษีเป็นแรงจูงใจให้เกิดการออม จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินใหม่ๆ เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพมากขึ้น