ความจริงความคิด : ถูกเลิกจ้างอาจดีกว่าลาออกเอง

โดย….สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
 

“ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ประกาศโครงการ “เกษียณก่อน เกษมสุข” ปี 2568 สำหรับพนักงานอายุ 45 ปีขึ้นไป (ไม่เกิน 60 ปี) เพื่อเปลี่ยนสายงานหรือพักรักษาตัว โดยเปิดรับสมัคร 15 ส.ค. – 7 ต.ค. 68 มีผลลาออก 1 ธ.ค. 68 รับเงินชดเชยตามอายุงานบวกเงินช่วยเหลือพิเศษอีก 8-12 เดือน”

“ไม่มีแม้แต่โทรบอก Oracle ส่งอีเมลฟ้าผ่าปลดพนักงานนับหมื่นตอน 6 โมงเช้า มีใจความว่า “หลังจากพิจารณาความต้องการทางธุรกิจของ Oracle อย่างรอบคอบแล้ว เราตัดสินใจยุบตำแหน่งของคุณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างองค์กรในวงกว้าง” พร้อมทั้งขอให้พนักงานแจ้งอีเมลส่วนตัวเพื่อใช้ติดต่อในอนาคต”…31 มีค. 2569
 

2 ข่าวที่มีผลกระทบกับมนุษย์เงินเดือนแบบเดียวกัน คือ การออกจากงาน แม้ว่ากรณีธนาคารกสิกรไทย คือ การให้พนักงานสมัครใจลาออก ส่วน Oracle คือ การเลิกจ้าง บอกถึงแนวโน้มความเสี่ยงที่มนุษย์เงินเดือนจะเจอกันมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ การถูกเลิกจ้าง สมัยก่อนบริษัทที่เลิกจ้างมักจะเป็นบริษัทที่ขาดทุน แต่ปัจจุบัน กลายเป็นว่าบริษัทใหญ่ๆที่มีกำไรเยอะๆ ก็เลิกจ้างเหมือนกัน อย่างเช่น ธนาคารขนาดใหญ่ในเมืองไทย หรือ บริษัทเทคที่มีมูลค่าตลาดใหญ่อันดับต้นๆของโลก เป็นต้น

ถ้าเป็นบริษัทในไทย เมื่อจะเลิกจ้างก็มักจะมีสูตรสำเร็จ “ร่วมใจจาก” ทั้งที่เป็น “จำใจจาก” ด้วยการให้ลูกจ้างเซ็นใบลาออกแบบสมัครใจพร้อมกับ “ให้เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน” ด้วย นัยว่า เพื่อให้ลูกจ้างไม่เสียประวัติ

แต่จริงๆแล้ว ระหว่าง “ถูกเลิกจ้าง” กับ “เขียนใบลาออกเอง” อย่างไหนดีกว่ากัน
 

ถ้าพิจารณาเฉพาะเรื่อง “เงิน” อย่างเดียว “การถูกเลิกจ้าง” ดีกว่า “การลาออก” ทุกกรณี ดังนี้ครับ

• การถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายมาตรา 118 ซึ่งจะได้รับค่าชดเชยต่อเมื่อมีอายุงานตามเกณฑ์ที่กำหนดดังนี้

• หากลูกจ้างทำงานมายังไม่ถึง 120 วัน นายจ้างจะไม่จ่ายค่าชดเชยก็ได้
• หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 120 วัน – 1 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 30 วัน ในอัตราเงินเดือนสุดท้าย
• หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 1-3 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 90 วัน ในอัตราเงินเดือนสุดท้าย
• หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 3-6 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 180 วัน ในอัตราเงินเดือนสุดท้าย
• หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 6-10 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 240 วัน ในอัตราเงินเดือนสุดท้าย
• หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 10-20 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 300 วัน ในอัตราเงินเดือนสุดท้าย
• หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 20 ปีขึ้นไป นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 400 วัน ในอัตราเงินเดือนสุดท้าย

แต่ถ้าเป็นการลาออกเอง ลูกจ้างจะไม่ได้เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นการถูกเลิกจ้าง กรณีข้างล่างนี้ ก็ไม่ได้เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานเหมือนกัน

    ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง เช่น โกงเงิน ยักยอกเงิน ฯลฯ
    จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
    ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
    ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน
    ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
    ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
    กรณีการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และนายจ้างเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น ได้แก่ การจ้างงานในโครงการ งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว และงานที่เป็นไปตามฤดูกาล

 
• หากขณะถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างมีอายุงานไม่น้อยกว่า 5 ปี ลูกจ้างสามารถเลือกเอาเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานแยกยื่นภาษีตามมาตรา 48(5) ได้ไม่ต้องเอาไปยื่นรวมกับเงินได้อื่น หรือ ที่เรียกกันว่า แยกยื่นในใบแนบ เป็นการแยกคำนวณภาษีของเงินได้ทำให้เสียภาษีน้อยลง แต่ถ้าอายุงานลูกจ้างน้อยกว่า 5 ปี ลูกจ้างก็ต้องนำเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานไปยื่นรวมกับเงินได้ตามปกติครับ
 
• ข้อดีของเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ก็คือ ลูกจ้างจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินค่าชดเชยที่นายจ้างจ่ายให้ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่เกินเงินเดือน 400 วันสุดท้ายและต้องไม่เกิน 600,000 บาท (กฎกระทรวง ฉบับที่ 394 (พ.ศ. 2567)) หากเกิน ลูกจ้างก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้เพียงแต่ส่วนที่ไม่เกินเท่านั้น แม้ตอนถูกเลิกจ้าง อายุงานไม่ถึง 5 ปี หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ก็มีสิทธิยกเว้นเงินค่าจ้าง 400 วันสุดท้ายไม่เกิน 600,000 บาท โดยให้นำเงินที่ได้ไปรวมกับเงินได้มาตรา 40(1) ก่อน แล้วจึงหักเป็นเงินได้ยกเว้น ดังนั้นถ้าฐานภาษีลูกจ้างอยู่ที่ 30% การได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ส่วนนี้จะประหยัดภาษีได้ถึง 30% * 600,000 = 180,000 บาทเลยทีเดียว lเอียง *** แต่ลูกจ้างจะได้รับยกเว้นเงินได้ในการคำนวณภาษีไม่เกิน 600,000 บาทต้องเป็นกรณีถูกเลิกจ้างเท่านั้น ดังนั้น ถ้าเป็นกรณีลูกจ้างลาออก หรือถูกเลิกจ้าง แต่บริษัทให้ลูกจ้างเขียนใบลาออก ถึงแม้บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้ ลูกจ้างก็จะไม่ได้รับยกเว้นเงินได้ในการคำนวณภาษีส่วนนี้ lเอียง ***
 
• เงินชดเชยกรณีว่างงาน จากกองทุนประกันสังคม (ข่าวดีก็คือ เงินทดแทนกรณีการว่างงานจากกองทุนประกันสังคมได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ครับ)

    ถ้าเป็นกรณีถูกเลิกจ้าง ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตรา 60% ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 17,500 – 23,000 บาท (ตามฐานเงินเดือนๆสุดท้าย) ถ้าคิดที่ฐานเงินเดือน 17,500 บาท ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนกรณีถูกเลิกจ้างรวมทั้งหมด เท่ากับ 60% * 17,500 *6 = 63,000 บาท
    ถ้าเป็นกรณีลาออก ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตรา 30% ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินเดือนสูงสุดไม่เกิน 17,500 – 23,000 บาท (ตามฐานเงินเดือนๆสุดท้าย) ถ้าคิดที่ฐานเงินเดือน 17,500 บาท ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนกรณีถูกเลิกจ้างรวมทั้งหมด เท่ากับ 30% * 17,500 * 3 = 15,750 บาท ได้น้อยกว่ากรณีถูกเลิกจ้าง เท่ากับ 63,000 -15,750 = 47,250 บาท

สรุป ถ้ามองเรื่องเงินอย่างเดียว กรณีลูกจ้างถูกเลิกจ้างได้รับเงินมากกว่าลาออกเองเยอะ ดังนั้น ถ้าเป็นกรณีบริษัทเลิกจ้าง แต่ให้ลูกจ้างเขียนใบลาออก แม้จะได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ลูกจ้างก็ยังเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีและประกันสังคมตามที่กล่าวมาทั้งหมด ครับ

ดังนั้น ลูกจ้างควรพิจารณาให้ดีก่อนนะว่าจะเขียน “ใบลาออก” หรือไม่ เพราะผลประโยชน์ในด้าน “เงิน” ต่างกันมาก หลายคนอาจกังวลว่า หากถูกเลิกจ้าง จะเสียประวัติการทำงาน ทำให้หางานได้ยาก ถ้าเป็นสมัยก่อน ก็จริงครับ แต่ในสมัยปัจจุบันที่การถูกเลิกจ้างเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ความกังวลนี้ก็น่าจะบรรเทาลงไปแล้ว

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–