​ก.ล.ต. จ่อตั้งทีมเฉพาะกิจปฏิรูปตลาดตราสารหนี้ ดัน ESG Bond หนุนเสถียรภาพ

HoonSmart.com>>ก.ล.ต. เผยแนวคิด จับมือหน่วยงานกำกับ ตั้งคณะทำงานปฏิรูปตลาดตราสารหนี้ มุ่งแก้สภาพคล่อง-เพิ่มทางเลือกระดมทุน-ซอยย่อยหุ้นกู้ให้เข้าถึงรายย่อย-มอนิเตอร์ใกล้ชิด-หาทางออกวินวินกันผิดนัดพุ่ง หวังสร้างความเชื่อมั่น-ยกระดับการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต.มีการหารือกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงเรื่องความร่วมมือในการตั้ง “คณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดตราสารหนี้ หรือ Task Force ทีมเฉพาะกิจ” เพื่อเข้ามาดูแลและแก้ไขปัญหาในตลาดตราสารหนี้โดยเฉพาะ โดยจะมุ่งเน้นการแก้ โจทย์ และอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการเงิน แต่ยังไม่ได้กำหนดรายละเอียด

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานกำกับดูแลหลัก ประกอบด้วย ก.ล.ต. และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คณะกรรมการกำกับตลาดทุน ในการวางกฎเกณฑ์,กระทรวงการคลัง ในฐานะผู้วางนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ในการหา “โซลูชัน” ที่ยั่งยืน เพื่อทำให้ตลาดตราสารหนี้เป็นแหล่งระดมทุนเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการขอสินเชื่อจากธนาคาร และเป็นทางเลือกการออมให้กว้างขึ้น

ปัจจุบัน มูลค่าตลาดตราสารหนี้ไทยถือว่ามีนัยสำคัญ โดยมีสัดส่วนสูงใกล้เคียงกับตลาดทุนมีสัดส่วนอยู่ราว 90% แต่สามารถเพิ่มศักยภาพได้อีก

ตัวขับเคลื่อนสำคัญที่มองเห็นคือ เรื่องของ ESG Bond หรือตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน ตรงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทรนด์ แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอด เพราะถ้าธุรกิจไม่ปรับตัวเข้าสู่ Net Zero หรือไม่ทำตามเกณฑ์สิ่งแวดล้อม ในอนาคตจะต้องเจอกับกำแพงภาษี หรือการระดมทุนที่ยากขึ้น

การส่งเสริม ESG Bond จึงเป็นภารกิจหลักที่ต้องการให้ภาคธุรกิจใช้เป็นเครื่องมือในการปรับตัว

​อีกประเด็นที่สำคัญมากคือเรื่องของสภาพคล่อง หรือ Liquidity ในตลาดรอง ปกติคนซื้อบอนด์มักจะถือจนครบกำหนด หรือ Buy and Hold ทำให้รายย่อยเข้าถึงยาก เพราะของดี ๆ อยู่กับสถาบันหมด จึงมีแนวคิดเรื่อง Fractional Bond หรือการซอยตราสารหนี้ ให้มีหน่วยที่เล็กลง เพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านระบบดิจิทัล ทำให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้คล่องตัวขึ้น ไม่ต้องรอจนครบอายุสัญญา

สิ่งเหล่านี้คือการเซตระบบใหม่เพื่อให้ตลาดตราสารหนี้ไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและเป็นที่พึ่งให้กับนักลงทุนได้จริง ๆ

ขณะนี้ ก.ล.ต. เตรียมออกหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อรองรับการเสนอขายตราสารหนี้ และการลงทุนในตราสารหนี้

ล่าสุด คณะกรรมการกำกับตลาดทุนมีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการออกและเสนอขายตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand Amber Bond) เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ออกตราสารหนี้

ในการระดมทุนเพื่อลงทุนในโครงการเพื่อการเปลี่ยนผ่าน หรือกิจกรรมสีเหลือง (amber)* ตามมาตรฐานนิยามและหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมที่ยั่งยืนของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งจะช่วยเอื้อให้เกิดผล (impact) เชิงบวก พร้อมส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและคำนึงถึงบริบทของประเทศไทย รวมทั้งยังเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ลงทุนในตลาดทุน โดยยังคงหลักการคุ้มครองผู้ลงทุนในระดับที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังมีแนวคิดปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับการเปิดเผยข้อมูลของตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น สอดคล้องกันในทุกตราสาร เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน

“ก.ล.ต. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้สนใจ และประชาชนเกี่ยวกับการออกหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวต่อไป”นายเอนก กล่าว

นายเอนก กล่าวถึงกรณีตราสารหนี้ที่ผิดนัดชำระ ว่า ทาง ก.ล.ต. อาจจะไม่สามารถเข้าไปแนะนำหรือแทรกแซงการตัดสินใจทางธุรกิจได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำได้คือการสอบถาม ติดตาม และให้คำแนะนำในเชิงหลักการ

เช่น หากมีการเลื่อนการชำระหนี้หรือการผิดนัดชำระ (Default) ก็ต้องมีกลไกในการดูแลผู้ถือหุ้นกู้ เช่น การขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อยืดระยะเวลา โดยอาจจะมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยให้ เพื่อให้เป็นทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย ซึ่งกลไกเหล่านี้จะช่วยให้สภาพแวดล้อมของตลาดหุ้นกู้ไทยยังคงเดินหน้าต่อไปได้

ในส่วนของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีบทเรียนจากเรื่องของ High Yield Bond หรือหุ้นกู้ที่มีการ “ผิดนัดชำระหนี้” (Default) และการขอเลื่อนจ่ายคืนเงินต้นของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะรายย่อย

ทางก.ล.ต. มีการ Monitoring หรือติดตาม อย่างใกล้ชิด ด้วยการจัดทำบัญชีรายชื่อ (List) ของบริษัทที่มีความเสี่ยง โดยระบุวันครบกำหนดชำระหนี้ที่ชัดเจนในแต่ละสัปดาห์ เพื่อประเมินความสามารถในการหาแหล่งเงินทุนใหม่ (Refinancing) หรือกระแสเงินสดในมือ

นายเอนก ยอมรับว่าการตรวจจับสัญญาณล่วงหน้าถึงกรณีหุ้นกู้ตัวไหนจะผิดนัดชำระหนี้ (Default) อีก เป็นเรื่องท้าทาย แต่มีดัชนีชี้วัดสำคัญที่สะท้อนผ่าน

1. Financial Ratio หรืออัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอยู่แล้ว นักลงทุนสามารถเข้าไปดูได้ในงบการเงิน

2.การใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยกวาดข้อมูลเชิงลึก (Insight) เพื่อวิเคราะห์และชี้เป้าบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงแบบ Real-time

ขณะที่ ก.ล.ต. ผู้สอบบัญชี และผู้ขายหุ้นกู้ มีหน้าที่สำคัญในการกลั่นกรองคุณภาพของตราสารก่อนถึงมือนักลงทุน

​อย่างไรก็ตาม จากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง เช่น STARK  ก.ล.ต. ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการทำงานของผู้สอบบัญชีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน หากพบการทำงานที่บกพร่อง ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ก.ล.ต. มีบทลงโทษตั้งแต่การตักเตือน ภาคทัณฑ์ ไปจนถึงการสั่งพักใบอนุญาต

ปัจจุบันกฎหมายมุ่งเน้นไปที่ตัวบุคคล (ผู้สอบบัญชี) แต่ ก.ล.ต. กำลังพิจารณาการแก้ไขกฎหมาย (มาตรา 287/1 และใกล้เคียง) เพื่อให้ “สำนักงานสอบบัญชี” ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย หากพิสูจน์ได้ว่ามีส่วนรู้เห็นหรือบกพร่องในการควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชี

ในอนาคต ก.ล.ต. เตรียมเสนอการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ เพื่อเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบและลงโทษให้ครอบคลุมและรุนแรงขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาสู่ตลาดหุ้นกู้ไทยอีกครั้ง โดยมุ่งเน้นที่ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นจริงตามมาตรฐานสากล