​ก.ล.ต. ชี้ตลาดทุนรับมือสงครามได้ จับตาวิกฤติน้ำมันกระทบบจ.

HoonSmart.com >>ก.ล.ต.เผย ตลาดทุนไทยรับแรงสั่นสะเทือนสงครามตะวันออกกลางได้ ระบบชำระราคา-สภาพคล่องกองทุนแกร่ง จับตาวิกฤติพลังงานกระทบกำไร บจ.ใกล้ชิด ยกกม.ขู่ผู้บริหารทำผิดคิดกักตุนน้ำมันโทษแบน 10 ปี

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ภาวะสงครามในตะวันออกกลางได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดทุนไทยในช่วงแรก แต่ตลาดเริ่มปรับตัวและซึมซับข้อมูลไึด้มากขึ้น  โดยในช่วงแรกจะสังเกตเห็นได้ว่า ตลาดมีความตื่นตระหนกและมีความตกใจค่อนข้างมากเพราะมีความกังวลใจแฝงอยู่สูงทีเดียว แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง สถานการณ์ก็เริ่มนิ่งขึ้น เพราะตลาดได้ทำการ Absorb หรือซึมซับข้อมูลเหล่านั้นไปแล้ว ตลาดเริ่มรู้แล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะจบลงง่ายๆ และก็รู้ด้วยว่ายังไม่มีภาพการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนออกมามากนัก

ก.ล.ต.มีการติดตามในมุมมองภาพรวม ดูกลไกของกระบวนการในระบบนิเวศการลงทุน

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ราคาหุ้นตกอย่างรุนแรงในวันแรกๆ ดูว่ากลไกของโบรกเกอร์ (Broker) สามารถที่จะจัดการเรื่องการชำระราคาและส่งมอบเงินให้กับลูกค้าได้ดีหรือเปล่า

รวมถึงกระบวนการของ Clearing House หรือสำนักหักบัญชีของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ว่าระบบการชำระราคามีสภาพคล่องและจัดการได้เรียบร้อยดีไหม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ต้องคอยติดตามและพบว่าทำได้ดี

ประเด็นต่อมา คือเรื่องของกองทุนต่างๆ เมื่อเกิดความตกใจในตลาด กองทุนเหล่านี้ถูกขายคืน (Redeem) หรือไม่ และมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับหรือไม่

“จากการติดตามอย่างต่อเนื่องที่ผ่านมา พบว่าภาพรวมยังปกติดีอยู่ ไม่ได้มีปัญหาที่น่ากังวลในเชิงโครงสร้าง และตอนนี้สถานการณ์ก็เริ่มนิ่งขึ้นแล้ว”นายเอนก กล่าว

นายเอนก กล่าวว่า ขณะที่ วิกฤติน้ำมันที่ทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนมากน้อยแค่ไหนต้องติดตามดูกันต่อไป

สำหรับ ผลกระทบต่อบจ.ที่ออกหุ้นกู้ ก.ล.ต. เองก็ได้เข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยมีการติดตาม (Monitoring) ข้อมูลเชิงลึก มีลิสต์รายการเลยว่าในแต่ละสัปดาห์จะมีบริษัทไหนที่ครบกำหนดชำระหุ้นกู้บ้าง และแต่ละแห่งมีโอกาสในการหาแหล่งเงินทุนใหม่ (Source of fund) มาคืนได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงมีแผนสำรองในการเตรียมเงินไว้อย่างไร และเน้นให้ทำการเปิดเผยข้อมูลให้นักลงทุน

รวมถึงติดตามพฤติกรรมการบริหารจัดการของผู้บริหารตามปกติต่อเนื่อง หากพบผิดปกติ อย่างเช่นที่นักข่าวถามถึงกรณีบริษัทจดทะเบียนมีการกักตุนน้ำมัน หากผิดกม.หลักทรัพย์ก็เอาผิดได้ทั้งบริษัท และผู้บริหาร ห้ามเป็นผู้บริหาร และกรรมการ 10 ปี

ในกรณีที่บริษัทจดทะเบียนกระทำความผิด กฎหมายจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือกฎหมายเฉพาะทางและกฎหมายหลักทรัพย์ฯ

กม.เฉพาะทาง จะต้องถูกลงโทษในฐานะนิติบุคคล

กฎหมายหลักทรัพย์ฯ จะมุ่งเน้นไปที่ตัวบุคคลหรือผู้บริหารหากมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต หรือมีการใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) จะถูกพิจารณาว่าขาดคุณสมบัติในการบริหารงานทันที มีอำนาจในการสั่ง “แบน” หรือระงับการดำรงตำแหน่งของกรรมการและผู้บริหารที่กระทำความผิด

บทลงโทษสูงสุดสำหรับการขาดความน่าเชื่อถือหรือพฤติการณ์ทุจริต คือการห้ามดำรงตำแหน่งในบริษัทจดทะเบียนเป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 10 ปี ถือเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดเป็นการตัดเส้นทางอาชีพ

กรณีการใช้ข้อมูลภายในหากตรวจพบว่าผู้กระทำผิดได้รับกำไรหรือผลประโยชน์จากการใช้ข้อมูลภายใน (Inside Trading) เท่าใด จะถูกเรียกคืนทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น ปรับสูงสุด 2 เท่าของผลประโยชน์ที่ได้รับ<span;> ซึ่งเป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งในการเจรจาเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและรวดเร็ว

นายเอนก กล่าวว่า แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้เรียกค่าปรับได้สูงสุด แต่ในทางปฏิบัติมักมีการตกลงกันในระดับที่เหมาะสม (เช่น 1 เท่ากว่าของผลประโยชน์) เพื่อหลีกเลี่ยงการสู้คดีในชั้นศาลที่อาจกินเวลานานถึง 2-3 ศาล ซึ่งมีทั้งต้นทุนด้านเวลาและงบประมาณของรัฐ การปิดคดีได้เร็วด้วยมาตรการทางแพ่งจึงถือเป็นจุดสมดุลในการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับ ความคืบหน้าการดำเนินคดีทางกฎหมายในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยมีการดำเนินคดีรวมทั้งสิ้น 3 คดี ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและการสร้างราคาซื้ ขายหุ้น/สินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่เป็นธรรม และการใช้ข้อมูลภายในการเปิดเผยข้อมูลภายใน
ในช่วงเวลาเดียวกันมีผู้กระทำผิดมาตกลงทำบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง 18 รายจาก 4 คดีโดยมีค่าปรับทางแพ่ง 633 ล้านบาทชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับ 502 ล้านบาท

รวมคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ณวันที่ 31 มีนาคม 2569 จำนวน 6 คดี คดีศาลชั้นต้น 1 คดีและคดีในศาลอุทธรณ์ 5 คดีด้วยศาลพิพากษาให้กลตชนะคดี นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จำนวน 19 คดีแบ่งเป็น 10 คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้วก็คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์

​จากการตรวจสอบความผิดในฐาน การสร้างราคาหุ้น (Market Manipulation) และ การใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้กับผู้กระทำผิด โดยมีการเซ็นยินยอมปฏิบัติตามมาตรการ (Settle) เป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1,135 ล้านบาท โดยเงินดังกล่าวจะถูกส่งเข้ากระทรวงการคลังเป็นเงินของแผ่นดินต่อไป ซึ่งแบ่งออกเป็นค่าปรับทางแพ่งประมาณ 633 ล้านบาทการเรียกคืนผลประโยชน์  502 ล้านบาท (ซึ่งเป็นตัวเลขกำไรที่ผู้กระทำผิดได้รับไปจริง)

​”ไตรมาสนี้ค่าปรับเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เหตุผลหลักมาจากผู้ถูกกล่าวหาตัดสินใจสู้คดีในชั้นศาล แทนการยอมรับความผิดแล้วเสียค่าปรับในทันที (Settlement) แต่ผลคดีออกมา ก.ล.ต.ชนะ ศาลสั่งปรับ 2 เท่า ของความเสียหาย หรือผลประโยชน์ที่ผู้ทำผิดได้รับ”นายเอนก กล่าว

นายเอนก กล่าวว่า อัตราการชนะคดีของ ก.ล.ต. ปัจจุบันสูงถึง 99% แม้จะมีบางกรณีที่ศาลอาจมีความเห็นต่างในเรื่องของ “ตัวบุคคล” หรือ “การคำนวณดอกเบี้ย” บ้าง แต่ในเชิงหลักการแล้ว ก.ล.ต. ยังคงเป็นฝ่ายชนะคดีเป็นส่วนใหญ่

ทำให้บทลงโทษผู้กระทำความผิดที่รุนแรงขึ้น จากเดิมหากยอมความนอกศาล จะเสียค่าปรับเพียง 1 เท่าเศษๆ แต่เมื่อเข้าสู่ศาลจะมีการสั่งปรับในอัตราสูงสุดถึง 2 เท่าของผลประโยชน์ ตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2560 ที่มีการนำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับมีผู้กระทำความผิด ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษ 334 ราย จาก 85 คดีมีค่าปรับทางแพ่ง 2,796.77 ล้านบาท ชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับ 959.63 ล้านบาทซึ่งเงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืน ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิดเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลังแล้ว