GULFนำหุ้นไฟฟ้าพุ่งฉิ่ว บล.อินโนเวสท์ฯแนะ 3 กลยุทธ์โกยกำไรจากน้ำมันดิบดิ่ง

HoonSmart.com>>GULF ควงหุ้นกลุ่มไฟฟ้าดีดตัวขึ้นแรง รับน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งลงซื้อขายต่ำกว่า 100 เหรียญ/บาร์เรล สหรัฐอเมริกาและอิหร่านพักรบ 2 สัปดาห์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์มองมีโอกาสหุ้นขึ้นไปทดสอบ 1,500 จุด แนะ 3 กลยุทธ์ฟันกำไรทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว

เช้าวันที่ 8 เม.ย.2568  โลกได้รับข่าวดีสหรัฐอเมริกาและอิหร่านพักรับ 2 สัปดาห์ ทุบราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งลงแรงมากกว่า 10% ซื้อขายต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล  ลดต้นทุนธุรกิจและบรรเทาปัญหาเงินเฟ้อก้าวกระโดด โดยหุ้นไฟฟ้าปรับตัวขึ้นยกแผง นำโดย GULF ซื้อขายที่ 61 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาทหรือ +2.52% GPSC ขึ้นไปสูงสุดแตะ 36 บาท ก่อนมาซื้อขายที่ 35.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาทหรือ +5.15% BGRIM ขึ้นไปสูงสุดแตะ 12.30 บาท มาซื้อขายที่ 12.10 บาท บวก 0.60 บาทหรือ +5.22% EA ซื้อขายที่ 2.72 บาท เพิ่มขึ้น 0.04 บาทหรือ +1.49%

ด้านบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ วิเคราะห์เรื่องเช้านี้ตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มเห็นแสงสว่างชั่วคราว เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศระงับแผนการโจมตีอิหร่านออกไปอีก 2 สัปดาห์ จากเดิมที่เส้นตายคือเช้าวันนี้เวลา 07.00 น. (ตามเวลาไทย) ขณะที่ฝั่งอิหร่านตอบรับด้วยการการันตีความปลอดภัยในการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตรียมเปิดโต๊ะเจรจาที่ปากีสถาน สร้าง Sentiment เชิงบวกที่รุนแรงในระยะสั้น ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกดีขึ้น สะท้อนจากเช้านี้ DJIA Future ที่พุ่งขึ้น +1.9%DoD และราคาน้ำมันเบรนท์ดิ่งลง -14% สู่ระดับ 93.5 เหรียญ/บาร์เรล ช่วยลดแรงกดดันต้นทุนและเงินเฟ้อลงทันที รวมทั้งตลาดหุ้นในเอเชียปรับขึ้นราว 3-5%

“หุ้นมีโอกาสดีดขึ้นกลับไปทดสอบแนวต้านที่ 1,480-1,500 จุด หากเกิดข้อตกลงสันติภาพถาวร คาด SET มีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 1,530 จุด”บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ระบุ

กลยุทธ์การลงทุน เน้นจัดสรรพอร์ตแบบปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ (Adaptive Allocation) นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และมีความคาดหวังเชิงบวกต่อผลการเจรจา แนะนำให้ปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับระยะเวลาและความผันผวนที่จะเปลี่ยนรูปแบบไป ดังนี้

1. ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์) : เน้นเล่นเก็งกำไรดีดสั้น (Tactical Play) ในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับฐานและบาทแข็งค่า รวมทั้ง Supply Chain ฟื้น อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) โรงพยาบาลระดับบน (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) รวมทั้งหุ้น SET50 ที่เป็นเป้าหมาย Short Covering โดยราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ตั้งแต่เกิดวิกฤต ได้แก่ BTS,LH,MINT,AWC, BDMS,HMPRO,OR,CPALL

ข้อควรระวัง: ต้องมีจุด Stop Loss ที่ชัดเจน เพราะหากการเจรจาล้มเหลว หุ้นกลุ่มนี้จะถูกเทขายกลับทันที นอกจากนี้ยังแนะนำระมัดระวังแรงขายระยะสั้นใน 1) หุ้นพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) หลังราคาน้ำมันปรับฐาน และ 2) ทองคำ (Gold) และหุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ (Defense) จากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่หายไป

2. ระยะกลาง (3-6 เดือน): เน้นทยอยสะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือภาวะเงินเฟ้อสูงจากฐานราคาน้ำมันใหม่ที่ยังทรงตัวสูงกว่าในอดีต ได้แก่ สื่อสาร (ADVANC TRUE) การแพทย์ (BDMS BH CHG BCH) และพาณิชย์ (CPALL CPAXT BJC CPN)

3. ระยะยาว (6-12 เดือน+): เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมฯ ที่ตอบโจทย์การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเข้าสู่พลังงานทางเลือกใหม่ ได้แก่ GULF,GPSC, BGRIM,GUNKUL,WHA,AMATA

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำและกังวลการเจรจาล้มเหลว แนะนำถือเงินสดหรือตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อรักษาความคล่องตัว ลดผลกระทบจากความผันผวนของ Bond Yield พร้อมทำ Strategic Hedging ป้องกันพอร์ตด้วยหุ้นที่ช่วยลดแรงกระแทกหากน้ำมันกลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง เช่น PTTEP (ตั้งจุด Trailing Stop เสมอ) นอกจากนี้ควรสะสมหุ้น High Dividend (Yield > 5%) เพื่อสร้างกระแสเงินสดและจำกัด Downside ของพอร์ตระยะสั้น เช่น KTB,KTC, KBANK, KKP ,TISCO,BAM, AP TLI (สะสมก่อน XD ใน เม.ย.-พ.ค.)

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–