‘น้ำมันลง-หุ้นโลกวิ่ง’หวังศึกสงบ โพลหั่นกำไรต่อหุ้นปีนี้ต่ำกว่า 90 บาท

HoonSmart.com>>สงครามพ่นพิษ ค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค.ขึ้นมาอยู่ที่ 3.95 บาท ขายปลีกดีเซล-เบนซินปรับขึ้นต่อ IAA เปิดผลสำรวจหั่นเป้ากำไรต่อหุ้นปี 69 เหลือเฉลี่ย 87.64 บาท โตเพียง 4.76% ดัชนี SETแกว่ง 1,310-1,570 สิ้นปีพบกัน 1,516 เชียร์ ADVANC-AMATA-BDMS-GULF-KTB-TRUE บล.เมย์แบงก์คาดกำไรต่อหุ้น 94.6 บาท โต 8% กกร.หั่น GDP โต 1.2-1.6% นักท่องเที่ยวเหลือ 33 ล้านคน จับตา”ทรัมป์”แถลงเช้า 2 เม.ย.นี้ หวังศึกสงบ เบรนท์ลงเหลือ 100 เหรียญ หุ้นโลกดีดกลับแรง ไทยทะยานขึ้น 1.58% ต่างชาติบุกซื้อกว่า 4,009.57 ล้านบาท

 

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA)เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน รวม 25 สำนัก เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนปี 2569 โดยปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเฉลี่ยที่ 87.64 บาทจากผลสำรวจครั้งก่อน(ม.ค.) งอยู่ที่ 91.17 บาทต่อหุ้น และคาดว่าเติบโตเฉลี่ย 4.76% มองหุ้นไทยไปในทิศทางบวก ตลอดปีจะแกว่งตัวในกรอบ 1,310-1570 จุด ปิดสิ้นปีที่ 1,516 จุด บนสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปีนี้ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล GDP เฉลี่ยอยู่ที่ 1.72% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 1.67% Risk Free Rate เฉลี่ยอยู่ที่ 04% Risk Premium ของตลาดหุ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 07% โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ 83% มองว่ากนง.จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1%

ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เคาะค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค. ที่ 3.95 บาท ส่วนราคาดีเซลขายปลีกเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร เป็น 44.24บาท/ลิตร และน้ำมันไบโอดีเซล B20 เป็น 39.24 บาท/ลิตร ราคาน้ำมันเบนซินผู้ค้าจะเป็นผู้ประกาศแจ้ง ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนท์ ลดลงแถว 100-102 เหรียญ/บาร์เรล จากความหวังสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายลง

นายสมบัติกล่าวว่า ในไตรมาสที่ 2 ปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ คือ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง และ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

นักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 14.82%, กองทุนตราสารหนี้ 17.40%,หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 26.8%,หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 27%,ทองคำหรือกองทุนทองคำ 9.08%,กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 3.7% สินทรัพย์อื่นๆ เช่น สินทรัพย์ทางเลือก หรือกองทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ 1.2%

ส่วนหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 6 สำนักขึ้นไป ADVANC,AMATA,BDMS,GULF,KTB และTRUE

สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง กลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากต้นทุนก๊าซสูง และหุ้นสายการบินที่มีหนี้สูง ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันแพง

ด้านนายธีรเศรษฐ์ พรหมพงษ์ นักกลยุทธ์เศรษฐศาสตร์มหภาค บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทฯให้เป้าหมายดัชนี SET  อยู่ที่ 1,500 จุด บนสมมติฐาน EPS 94.6 บาท เติบโต 8% สมมติฐานราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะปรับลดลงมาเฉลี่ย 75 เหรียญ มองทั้งปี ไม่ได้อยู่ในระดับ 100 เหรียญ และ PE 16 เท่า คาดหุ้นฟื้นตัวหลังจากไตรมาส 2 เป็นต้นไปหลังจากรับรู้ผลกระทบจากสงคราม  โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง  และมีความคาดหวังมาตรการของรัฐบาล รวมทั้งเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้า  แต่ได้ปรับลด GDP ปีนี้ลงมาอยู่ที่ 1.5%   หุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย “Thailand Fast Track” ของรัฐบาลที่จะเร่งรัดการลงทุน BOI ภายใน 6 เดือน ได้แก่ WHA,AMATA CK กลุ่มฟื้นตัวหลังสงคราม (Rebound Picks) GPSC,AOT,MINT กลุ่มปันผลสูงและความแข็งแกร่งเฉพาะตัว TRUE,SPALI

นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า  ที่ประชุมกกร.ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 เหลือโต 1.2-1.6% จากเดิมคาดโต 1.6-2.0% เพราะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่ดีดตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศต้องปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาด กระทบต่อกำลังซื้อและค่าครองชีพ รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการเดินทางราว 1 ล้านคน ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวปี 69 จะลดลงเหลือประมาณ 33 ล้านคน จากเดิมที่ประมาณ 35-35.5 ล้านคน จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่หายไปมากที่สุด

กกร. ยังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) จะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ในช่วง 2.0-3.0% จากเดิมคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.2- 0.7% มูลค่าการส่งออกจะหดตัวที่ -1.5 ถึง -0.5% เท่ากับประมาณการครั้งก่อน จากผลกระทบที่เกิดขึ้น กกร. จึงสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted policy) เช่น SMEs และกลุ่มเปราะบาง  ตลอดจนการออกมาตรการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคงราคาสินค้าได้ โดยคำนึงถึง Fiscal space และความสามารถในการลงทุนในอนาคต ผลกระทบต่อเรทติ้งของประเทศ  ที่สำคัญควรพลิกวิกฤตครั้งนี้ ให้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขัน

 

ตลาดหุ้น 1 เม.ย.2569 ดัชนีปิดที่ระดับ 1,470.99 จุด +22.85 จุด หรือ 1.58% มูลค่าการซื้อขาย 82,878.01 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 4,009.57 ล้านบาท รองลงมาบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 2,614.58 ล้านบาท ด้านนักลงทุนไทยขายสุทธิ 4,906.15 ล้านบาทและสถาบันขายสุทธิ 1,717.99 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี (KSS) เผยดัชนีปรับขึ้นในทิศทางเดียวกับต่างประเทศตอบรับสหรัฐฯและอิหร่านส่งสัญญาณยุติสงคราม โดยมีกลุ่มปรับขึ้นหนุนดัชนี คือ กลุ่มอิเล็กฯ (DELTA), กลุ่มสนามบินและสายการบิน (AOT, THAI, AAV), กลุ่มธนาคาร (KTB, BBL), กลุ่มค้าปลีก (CPALL, HOMPRO, GLOBAL), และ กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, SAWAD)

ส่วนกลุ่มที่ปรับลงกดดัชนี คือ กลุ่มน้ำมัน โรงกลั่นและปิโตรฯ (PTTEP, PTTGC, TOP)