HoonSmart.com>>ด่วน!”อนุทิน” คาดจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายในสัปดาห์หน้า เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อ เน้นบริหารความมั่นคงพลังงาน “เอกนิติ” ยอมรับวิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อ กระทบไทยหนัก เน้นใช้งบประมาณคุ้มค่า ป้องกันไม่ให้ไทยเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต “รมว.พลังงาน”ยันน้ำมันไม่ขาด สั่งลดสำรองชั่วคราว OR,BCP,เชลล์ จ่อนำเข้าเพิ่ม กองทุนน้ำมันยังอุดหนุนดีเซล ด้านนักลงทุนต่างชาติยังคงเข้าซื้อหุ้นกว่า 3,300 ล้านบาท ตอบรับเสถียรภาพรัฐบาล ปีนี้หุ้นไทยแจกกำไร 12% ปันผลสูง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวในเวที “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” วันที่ 28 มี.ค. 2569 คาดว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้ภายในสัปดาห์หน้า โดยจะมีการประชุมสรุปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 30 มี.ค.จะถึงนี้ เมื่อรัฐบาลชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณและแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว จะสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มรูปแบบโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ
สำหรับการบริหารในช่วงรอยต่อของการจัดตั้งรัฐบาล ภารกิจหลักที่ให้ความสำคัญคือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่าง ๆ ต่อประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แม้ว่ารัฐบาลรักษาการจะมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจที่ไม่สามารถออกมาตรการใด ๆ ให้ผูกพันกับรัฐบาลชุดหน้าได้ แต่ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ทุกด้านแล้ว และเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน
และขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันลดการใช้พลังงานหาก 1 ครอบครัว ลดการใช้เพียงวันละ 1 ลิตร ประเทศไทยจะลดได้วันะ 10 ล้านลิตรทันที
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตของโลก ที่ยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดได้อย่างชัดเจน รัฐบาลจึงมุ่งลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด ในช่วงแรกได้ใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นกลไกสำคัญในการดูแลเสถียรภาพพยุงราคาน้ำมันเป็นเวลา 15 วัน เพื่อชะลอภาระค่าครองชีพ แม้ต้องแบกรับภาระขาดทุนก็ตาม แต่ยืนยันว่าจะบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ไม่ฝืนกลไกตลาดจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2540 ที่เกิดจากการแทรกแซงราคาจนกระทบต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ
เมื่อสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย จึงจำเป็นต้องปรับแนวทาง ตัดสินใจลดการอุดหนุนกองทุนน้ำมัน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลได้ออกแบบมาตรการต่าง ๆ เพื่อชะลอผลกระทบ ขณะที่รัฐมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและมาจากภาษีของประชาชน จึงจำเป็นต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” เป็นลำดับแรก
“การบริหารจัดการภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต” และรัฐบาลยังได้ดำเนินมาตรการลดรายจ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็น อาทิ การลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางไปต่างประเทศ และการรณรงค์ลดการใช้พลังงาน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ” นายเอกนิติ กล่าว
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ยังคงให้ความมั่นใจได้ว่ามีสำรองน้ำมันทั้งน้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันทางกฎหมาย น้ำมันจากการค้า และน้ำมันดิบรวมกัน 107 วัน ซึ่งมีการกำหนดวันที่เรือบรรทุกน้ำมันจะเดินทางถึงไทยชัดเจนแล้ว เดือนเม.ย.เข้ามาเต็มสิ่งที่ต้องใช้ 24 ล้านบาร์เรล ส่วนเดือนพ.ค.ก็มีการยืนยันมาอย่างต่อเนื่อง และจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ
ส่วนการทำงานของกระทรวงพลังงานมีการประเมินและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตลอดทันที สิ่งที่ทำอันดับแรก คือ การระงับการส่งออก และยังมีการผ่อนผันการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป และการผ่อนผันการสำรอง จากเดิมมีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจะต้องมีการสำรองอย่างน้อย 7% โดยปรับลดให้เหลือเพียง 1% โดยบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) จะนำเข้าน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านลิตรในช่วงสงกรานต์ ส่วนบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย และบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) จะมีการนำเข้าน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นด้วย
ขณะเดียวกันกองทุนน้ำมันฯ ยังคงอุดหนุนน้ำมันดีเซล แม้สถานะติดลบกว่า 38,000 ล้านบาท และยังคงไหลออกอยู่ 1,300 ล้านบาท/วัน ซึ่งเป็นไปตามภาวะตลาด
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ทบทวนสินค้าควบคุมภายใต้ พ.ร.บ.กำหนดราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 59 รายการ โดยเพิ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมเพิ่มมาตรการเข้มข้นกำหนดให้สินค้าสำคัญอีก 6 รายการที่เป็นสินค้าจำเป็น ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา และต้องแจ้งทั้งปริมาณและคุณภาพเพื่อให้ติดตามอย่างใกล้ชิด
ส่วนสินค้าพลังงาน ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาหารือถึงต้นทุน เพื่อจะได้สามารถคิดทบทวนให้ถูกต้องเหมาะสม
ด้านค่าครองชีพ ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการ ผู้ผลิตรายใหญ่ และผู้ประกอบการที่เป็นค้าปลีกค้าส่ง จึงได้ทำโครงการไทยช่วยไทย โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2569 มีสินค้าที่ร่วมทั้งหมดกว่า 1,000 รายการ ลดราคาพิเศษเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 25-50% ส่วนแผนระยะยาวจะมีการพัฒนาสินค้าระดับชุมชนทั่วประเทศเข้ามาร่วมขายในห้าง โชห่วย ค้าปลีก ค้าส่ง และรวมถึงสินค้าแพลตฟอร์มออนไลน์
สำหรับโครงการธงฟ้าจะขยายนำลงไปในชุมชนกว่า 500 แห่ง ในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. พร้อมจัดธงฟ้าเคลื่อนที่ไปในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ประชาชนสามารถจับจ่ายสินค้าได้ทั่วถึงในทุกพื้นที่
” เรื่องปุ๋ย สมาคมปุ๋ยได้ประเมินว่าปริมาณสำรองปุ๋ยในประเทศจะเพียงพอสำหรับการใช้งานได้จนถึงเดือนส.ค. กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์เรือบรรทุกสินค้าที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ 5 ลำ และร่วมบริหารจัดการสินค้าวัตถุดิบ พยายามที่จะลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าให้มากที่สุด”
สำหรับผลกระทบในการส่งออกสินค้า มีการเร่งเจรจาหาตลาดใหม่เพิ่มเติม ที่ผ่านมาพูดคุยกับประเทศในแถบแอฟริกาและลาตินอเมริกา เพื่อให้มีผลกระทบต่อการส่งออกให้น้อยที่สุด ในขณะที่ยังไม่สามารถส่งไปภูมิภาคตะวันออกกลางได้ตามปกติในช่วงนี้
การเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะต่างชาติ แห่นำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มี.ค.2569 มียอดซื้อสุทธิ 3,300.29 ล้านบาท และนับตั้งแต่ต้นปีรวมสุทธิ 24,114.71 ล้านบาท
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเผชิญกับความผันผวน อย่างรุนแรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ดัชนี SET ร่วงจากจุดสูงสุดในเดือนก.พ.ที่ 1,535 จุด ลงสู่จุดต่ำสุดในเดือนมี.ค.ที่ 1,331 จุด โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนี SET ร่วงลงถึง 117 จุด หรือประมาณ 8% ทำให้ต้องประกาศใช้มาตรการหยุดทำการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีนับตั้งแต่ปี 2563 ช่วงวิกฤตโควิด
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกที่น่าสนใจ ในปี 2569 ดัชนี SET ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 12% ถือเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกและสภาพคล่องการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 65,000 ล้านบาทก็เพิ่มขึ้นถึง 58% โดยนักลงทุนรายย่อยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 32% สะท้อนถึงความสนใจในการซื้อขายที่มากขึ้น
ตลาดหุ้นไทยมี PE Ratio อยู่ที่ 16 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยที่ 4.6% โดยในปี 2568 มีบริษัทจดทะเบียนถึง 580 บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผล มูลค่ารวมกว่า 650,000 ล้านบาท สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กลุ่มธุรกิจที่จ่ายปันผลสูงสุด ได้แก่ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค, กลุ่มธนาคาร และกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังประกาศโครงการ”JUMP+” มุ่งยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนใน 3 มิติ คือ ด้านธุรกิจ, ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน ปัจจุบันมีบริษัทสมัครเข้าร่วมโครงการ JUMP PLUS แล้วกว่า 145 บริษัท ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม หากสามารถเพิ่มมูลค่าและศักยภาพได้ตามเป้าหมาย จะสร้างโอกาสสำคัญสำหรับการลงทุนในระยะยาว
———————————————————————————————————————————————————–

