HoonSmart.com >>กรุงเทพประกันภัย เตรียมทยอยลดสัดส่วนการถือครองหุ้นในบริษัทใหญ่ให้เหลือ 30% ตามเกณฑ์ คปภ. ให้บีเคไอโฮลดิ้ง ลงทุนต่อเพื่อความคล่องตัว
นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัทกรุงเทพประกันภัย เปิดเผยว่า บริษัทฯมีความจำเป็นต้องปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้น บริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH), ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และ กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) ในปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ในลักษณะทยอยลดสัดส่วนการลงทุน เนื่องจากราคาหุ้นมีการปรับเพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนการลงทุนในปัจจุบันสูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดไว้ทำให้บริษัทประกันภัย (BKI) ไม่สามารถขยายพอร์ตการลงทุนได้ เนื่องจากเต็มเพดานข้อกำหนดด้านความเสี่ยง
ทั้งนี้ ส่วนเกินจะถูกโอนย้ายไปที่ บีเคไอโฮลดิ้งแทน โดยในปีที่ผ่านมา บีเคไอโฮลดิ้ง มีกำไรจากการเข้าไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และโรงพยาบาล IMH
”เรามีข้อจำกัดด้าน Product Limit ของ คปภ. ทำให้ไม่สามารถซื้อหุ้นเพิ่มในนาม BKI ได้ การเคลื่อนไหวหลังจากนี้จะเกิดขึ้นที่ BKI Holdings ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาโอกาสใหม่ๆ โดยเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและสภาวะเศรษฐกิจที่เหมาะสม”นายชัย กล่าว
นายชัย กล่าวว่า มองว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงขึ้นอยู่กับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ชะลอตัวจากปัจจัยสงครามในตะวันออกกลาง แต่บริษัทเชื่อว่าในระยะกลางเศรษฐกิจโลกจะกลับมาคึกคักจากการ “Rebuild” หรือการฟื้นฟูเมืองหลังสงครามสงบ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในวงกว้าง
นายอภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน์ กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท บีเคไอ โฮลดิ้งส์ (BKIH) และ บริษัท กรุงเทพประกันภัย (BKI) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนเกิน 30% ของสินทรัพย์รวมอยู่แล้ว จึงอาจไม่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการปรับลดเกณฑ์ความเสี่ยงจากการลงทุนของคปภ.จาก 25% เหลือ 18% เพื่อส่งเสริมการลงทุนในตลาดทุน
ขณะที่ ประเมินสถานการณ์ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มคู่ขัดแย้ง ว่าจะยังคงอยู่ในลักษณะ จำกัดพื้นที่เนื่องจากประเทศมหาอำนาจและภาคีในภูมิภาคต่างตระหนักถึงผลกระทบที่รุนแรงหากสถานการณ์ลุกลาม อย่างไรก็ตาม ความกังวลของนักลงทุนยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในช่วงนี้ ทำให้เห็นแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติและการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วน
อย่างไรก็ตาม สถิติประวัติศาสตร์เศรษฐกิจหลังสงครามจบลง จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเติบโต เกิดความต้องการมหาศาลใน 2 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและวัสดุก่อสร้าง ที่มีการการซ่อมแซมบ้านเรือนและสาธารณูปโภคที่เสียหายจากสงครามจะกระตุ้นภาคการผลิตและโลจิสติกส์ทั่วโลก
กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จากการใช้ทรัพยากรอาวุธในช่วงสงครามจะบีบให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องเร่งคำสั่งซื้อเพื่อเติมเต็มคลังแสง (Stock Replacement) ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักและเทคโนโลยีการทหารทะยานตัวขึ้น
ขณะที่นักลงทุนระยะสั้นส่วนใหญ่ขายสินทรัพย์ด้วยความกลัว แต่นักลงทุนระยะยาวมองว่าเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นในราคาต่ำเพื่อรอการดีดตัวกลับ (Rebound)
ช่วงนี้ พบการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปยัง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Dollar) เนื่องจากผลตอบแทนที่สูงขึ้นและการที่สหรัฐฯ ถูกมองว่าได้เปรียบในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ซึ่งแม้จะเป็นปัจจัยลบต่อผู้นำเข้า แต่กลับเป็นปัจจัยบวกต่อภาคการส่งออกหากยังมีความต้องการสินค้าในตลาดโลก หวังว่าการเจรจาของรมว.พาณิชย์ กับทางอิหร่านในการเปิดให้เรือน้ำมันไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซแลกกับการส่งอาหารเข้าไปยังอิหร่านและตะวันออกกลางจะสำเร็จ
ในช่วงนี้ การปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) และช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ทั้งในด้านต้นทุนการขนส่งสินค้าและการปรับตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและประกันภัย
เพราะเรือสินค้าต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งทำให้ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 สัปดาห์ เบี้ยประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเลพุ่งขึ้น โดยเฉพาะการซื้อความคุ้มครองภัยสงครามเพิ่มเติม (War Clause) ที่เบี้ยเพิ่มขึ้นถึง 400-500% ในเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง
อย่างไรก็ตาม กระทบต่อพอร์ตรวมของบริษัท กรุงเทพประกันภัยอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากสัดส่วนประกันภัยขนส่งและตัวเรือคิดเป็นเพียง 2% ของเบี้ยประกันภัยรับรวมเท่านั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรง
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อราคาตั๋วเครื่องบินและการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ความผันผวนของเที่ยวบินในจุดเชื่อมต่อสำคัญ เช่น โดฮาและดูไบ มีความเสี่ยงถูกยกเลิกบ่อยครั้งหลังมีการโจมตี แม้จะเปิดทำการใหม่แต่ส่วนใหญ่จะรับเฉพาะผู้โดยสารปลายทาง ไม่เน้นจุดเชื่อมต่อ เริ่มส่งสัญญาณลบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้า (Inbound) โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่มีภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้นอย่างชัดเจน
