
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG เคยเป็นเรื่องของ “ความสมัครใจ” องค์กรที่ต้องการภาพลักษณ์ที่ดีจึงเลือกทำ ขณะที่ผู้ที่ไม่พร้อมก็ไม่ถูกบังคับ แต่ก้าวเข้าสู่ปี 2026 บรรยากาศนั้นได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กฎหมายใหม่ในหลายภูมิภาคได้ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลให้เป็น “ภาคบังคับ” ทางกฎหมาย พร้อมบทลงโทษสำหรับการปกปิดหรือให้ข้อมูลเท็จ สะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงแนวโน้ม แต่เป็นมาตรฐานใหม่ในการทำธุรกิจและการลงทุน
ปี 2026 จุดเปลี่ยนสำคัญของกฎเกณฑ์ ESG
ปี 2026 ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “ยุคร่างกฎหมาย” สู่ “ยุคบังคับใช้จริง” หลายมาตรฐานกำลังถูกปรับให้เข้าใจง่ายขึ้น ในขณะที่ผู้ถือเงินลงทุน (Asset Owners) มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้บริษัทต่างๆ จัดทำ แผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) และนำข้อมูล ESG มาใช้ประกอบการพิจารณาความเสี่ยงและโอกาสเชิงกำไรอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการตอบสนองกระแสเพียงชั่วคราว (ที่มา: ESG Legal Outlook 2026 as of 14 January 2026)
เมื่อโลกเดินไม่เท่ากัน: ความต่างของสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย
แม้ ESG จะกลายเป็นเมกะเทรนด์ระดับโลก แต่กฎระเบียบด้าน ESG ของโลกกำลังเคลื่อนในทิศทางที่แตกต่างกันตามบริบทของเศรษฐกิจและการเมืองแต่ละภูมิภาค สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญความไม่เป็นเอกภาพด้านกฎเกณฑ์ระหว่างรัฐบาลกลางและมลรัฐ ขณะที่ยุโรปเดินหน้าบังคับใช้มาตรการ ESG อย่างจริงจัง ส่วนเอเชียเร่งยกระดับมาตรฐานการรายงานเพื่อสร้างความโปร่งใสและดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากทั่วโลก
สหรัฐอเมริกา: กฎระเบียบแตกเป็นหลายทิศ
ปี 2026 สหรัฐฯ เผชิญความไม่เป็นเอกภาพด้านกฎระเบียบระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐต่างๆ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองส่งผลให้ทิศทางด้าน ESG ของรัฐบาลกลางล่าถอย ทั้งการถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการยกเลิกกฎการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศของสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐอเมริกา (U.S. SEC)
ในขณะเดียวกัน กระแสต่อต้าน ESG ในสหรัฐฯ กลับทวีความเข้มข้น โดยมีการตั้งคำถามว่าการนำปัจจัย ESG มาใช้ในการลงทุนอาจขัดกับหน้าที่ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นของผู้จัดการกองทุน ส่งผลให้บริษัทและนักลงทุนต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านกฎหมายในระดับประเทศ
อย่างไรก็ตาม หลายรัฐเดินหน้าในทิศทางตรงกันข้าม เช่น แคลิฟอร์เนีย และนิวยอร์กที่ยังคงผลักดันกฎหมายด้านการเปิดเผยข้อมูล ESG เช่น SB 253 และ SB 261 ที่บังคับให้บริษัทขนาดใหญ่เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความเสี่ยงด้านภูมิอากาศอย่างละเอียด
ยุโรป: เดินหน้าบังคับใช้จริง พร้อมลดความซับซ้อน
สหภาพยุโรปมุ่งยกระดับคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลด้วยการชะลอการออกกฎใหม่ และหันมา “ปรับระเบียบเดิมให้ใช้งานได้จริง” โดยลดภาระให้กับธุรกิจ SMEs พร้อมเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายสำคัญ ได้แก่ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่เก็บค่าธรรมเนียมจากสินค้านำเข้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า EUDR (EU Deforestation-free products Regulation) เพื่อลดการทำลายป่าทั่วโลก ลดก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการบริโภคที่ยั่งยืน ซึ่งกฎเหล่านี้ทำให้ห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของธุรกิจทันที
เอเชีย: สร้างมาตรฐานเพื่อความเชื่อมั่น
หลายประเทศในเอเชียกำลังยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนอย่างรวดเร็วด้วยการนำกรอบมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนระดับสากลมาใช้เป็นกรอบบังคับพร้อมเตรียมออกกฎหมายที่กำหนดให้บริษัทต้องรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทานของตนเอง รวมทั้งพัฒนาเครื่องมือทางการเงินสีเขียวเพื่อสนับสนุนการลงทุนที่มีผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
(ที่มา: Achilles Supply Chain Risk Management as of 1 December 2025)
กฎการเปิดเผยข้อมูลใหม่
ด้วยเหตุนี้ ปี 2026 จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงภาพลักษณ์อีกต่อไปแต่ก้าวสู่การเป็นข้อมูลบังคับในระดับเดียวกับงบการเงิน ภายใต้มาตรฐาน CSRD (Corporate Sustainability Reporting Directive) ของยุโรป ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยผลกระทบและความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อกำไรในอนาคตอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ ผลของกฎระเบียบนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทในยุโรป แต่ยังส่งต่อแรงกดดันไปยังคู่ค้าต่างประเทศ ที่ต้องจัดทำข้อมูลด้านคาร์บอนและสิทธิมนุษยชนเพื่อรองรับข้อกำหนดใหม่ด้วย
สำหรับนักลงทุน กติกาใหม่นี้หมายความว่า การประเมินความยั่งยืนต้องลึกกว่าเดิม พิจารณาทั้งแผนการลงมือทำจริง วิธีใช้เงินลงทุน และความสามารถของธุรกิจในการบริหารความเสี่ยงด้าน ESG ความยั่งยืนในยุคนี้จึงไม่ใช่อุดมการณ์ แต่เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าองค์กรใดพร้อมรับมืออนาคต และองค์กรใดอาจสะดุดก่อนถึงเส้นชัย
นักลงทุนต้องเตรียมตัวอย่างไรกับกฎใหม่
กฎด้านความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการประเมินว่า “บริษัทสื่อสารได้สวยงามเพียงใด” ไปสู่การตรวจสอบว่า “บริษัทมีแผนลงมือทำจริงหรือไม่” นักลงทุนจึงต้องมองลึกกว่าคำประกาศเป้าหมายระยะยาว ต่อไปนี้คือประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องเตรียมรับมือ ภายใต้กฎการเปิดเผยข้อมูลรูปแบบใหม่
บริษัทจำเป็นต้องจัดทำแผนการปรับตัวสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นแนวทางดำเนินงาน การลงทุน ช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงผลกระทบต่อกำไร–ขาดทุน แผนเหล่านี้ถูกใช้เป็นข้อมูลที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจโดยตรง โดยเฉพาะในยุโรปที่หากบริษัทยังไม่มีแผนดังกล่าว ก็ต้องเปิดเผยชัดเจนว่าจะเริ่มดำเนินการเมื่อใด ทำให้บริษัทที่ยังไม่พร้อมถูกตลาดจับตาทันที
แม้ว่าหลายประเทศเริ่มใช้มาตรฐานสากลของคณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนระหว่างประเทศ หรือ ISSB (International Sustainability Standards Board) ซึ่งกำหนดให้ทุกบริษัทต้องรายงานข้อมูลความยั่งยืนด้วย “มาตรฐานเดียวกัน” ที่เน้นข้อมูลเชิง “มูลค่าทางธุรกิจ” เพื่อให้นักลงทุนทั่วโลกสามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างบริษัทได้อย่างเป็นธรรม แต่ในทางปฏิบัติ นักลงทุนต้องรับมือกับหลายกรอบมาตรฐานพร้อมกัน ทั้งมาตรฐานสากลของ ISSB ที่มุ่งตอบคำถามว่า ความยั่งยืนจะกระทบรายได้ ต้นทุน และมูลค่ากิจการอย่างไร
รวมถึง CSRD (Corporate Sustainability Reporting Directive) กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปที่ยกระดับมาตรฐานการรายงานผล ESG ที่เน้นผลกระทบของธุรกิจต่อโลกและสังคม ตั้งแต่การปล่อยคาร์บอน ไปจนถึงผลกระทบต่อแรงงานและชุมชน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีข้อกำหนดที่แตกต่างออกไปอีก ส่งผลให้นักลงทุนจึงต้องเตรียมระบบข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงและเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายมาตรฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กฎความยั่งยืนกำลังเข้มงวดขึ้นในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะยุโรปที่ไม่เปิดโอกาสให้ใช้คำว่ายั่งยืนแบบผิวเผินอีกต่อไป ทั้งบริษัทและกองทุนต้องพิสูจน์ว่ามีการดำเนินงานจริงตามที่สื่อสาร นอกจากนี้ ข้อกำหนดยังขยายไปถึงคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน ซัพพลายเออร์ หรือแหล่งวัตถุดิบ ต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย และไม่ทำลายป่า
อีกประเด็นที่กำลังถูกจับตาคือ การใช้ทรัพยากรอย่างน้ำและพลังงาน เพราะธุรกิจบางประเภท เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) หรือบริษัทเทคโนโลยี ใช้ทรัพยากรสูงมาก ซึ่งหากบริหารไม่ดี อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจในอนาคตได้
ท้ายที่สุด การตรวจสอบข้อมูลด้านความยั่งยืนไม่ใช่เพียงข้อปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นการประเมินความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทและธุรกิจ นักลงทุนจำเป็นต้องตรวจสอบความเสี่ยงด้านความยั่งยืนอย่างรอบด้าน เพราะปัญหาที่ซ่อนอยู่อาจกลายเป็นภาระในอนาคต
(ที่มา: Latham & Watkins as of 8 January 2026)
ผลกระทบต่อกองทุน ESG
ก่อนหน้านี้ ในยุโรปมีกติกาที่ใช้ “ติดป้าย” เพื่อจัดกลุ่มกองทุนความยั่งยืน โดยอ้างอิงกฎ Article 8 ของ SFDR (Sustainable Finance Disclosure Regulation) หรือ“กองทุนสีเขียวอ่อน” ซึ่งเป็นกองทุนที่คำนึงถึงปัจจัย ESG ในกระบวนการลงทุน และ Article 9 ของ SFDR หรือ “กองทุนสีเขียวเข้ม” ซึ่งเป็นกองทุนที่มีเป้าหมายการลงทุนเพื่อความยั่งยืนอย่างชัดเจน ฟังดูเหมือนเป็นระบบที่ช่วยสร้างความโปร่งใส แต่ในทางปฏิบัติ กองทุนจำนวนไม่น้อยใช้ป้ายเหล่านี้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ทั้งที่การลงทุนจริงอาจไม่ได้ยั่งยืนเท่าที่สื่อสารไว้
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ ยุโรปเตรียมปรับกฎชุดนี้ใหม่ภายใต้ SFDR 2.0 (Sustainable Finance Disclosure Regulation 2.0) ซึ่งอาจยกเลิกการแบ่งแบบเดิม และเปลี่ยนไปเน้น “การพิจารณาการลงทุนจริง” แทนคำอธิบายบนเอกสาร เพื่ออุดช่องโหว่ที่นำไปสู่การ “การฟอกเขียว” (Greenwashing) (ที่มา: European Commission as of 21 November 2025)
พร้อมกันนั้น หน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดยุโรป หรือ ESMA (European Securities and Markets Authority) มีความเข้มงวดมากขึ้นกับการใช้คำที่เกี่ยวข้องกับ ESG ในชื่อกองทุน หากพอร์ตการลงทุนไม่สอดคล้องกับสิ่งที่สื่อสารไว้ หรือแม้แต่กองทุนที่ไม่ได้ประกาศตัวเป็น ESG หากมีการกล่าวอ้างถึงความยั่งยืน ก็อาจถูกบังคับให้เปิดเผยข้อมูลพื้นฐานเพิ่มเติมเช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่าการสื่อสารสะท้อนความจริงและไม่สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนแก่ผู้ลงทุน (ที่มา: KPMG as of 20 January 2026)
ขณะเดียวกัน การปราบปรามการฟอกเขียว (Greenwashing) จะเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน กฎ Green Transition Directive ของ EU จะห้ามการใช้คำกล่าวอ้างด้านความยั่งยืนแบบกว้างๆ ที่ไม่มีหลักฐานรองรับ
ส่วนในสหราชอาณาจักร หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันและตลาดของอังกฤษ หรือ CMA (Competition and Markets Authority) ก็เพิ่มโทษด้าน “ฟอกเขียว” ซึ่งสามารถปรับสูงสุด 10% ของรายได้ทั้งเครือธุรกิจ โดยไม่ต้องผ่านศาล (ที่มา: Latham & Watkins as of 8 January 2026)
ผลลัพธ์คือ กองทุน ESG จะหันมาเน้น “Transition Finance” เพื่อประเมินว่าการลงทุนช่วยเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนได้จริง ไม่ใช่เพียงเลือกบริษัทที่ภาพลักษณ์ดีอยู่แล้ว (ที่มา: ESG Legal Outlook 2026 as of 14 January 2026)
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นทั่วโลก โดยคำนึงถึงโอกาสเติบโตระยะยาวควบคู่กับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม กองทุน UGSTAR – United Global Stars Equity Fund หรือกองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล สตาร์ อิควิตี้ ฟันด์ (หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป) เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่โดดเด่น โดยกองทุนหลัก Robeco Global Stars Equities IL USD ใช้กระบวนการคัดเลือกตราสารทุนหรือหุ้นบนพื้นฐาน ESG อย่างเป็นระบบ มุ่งสร้างผลตอบแทนระยะยาว พร้อมมุ่งหวังให้มี Environmental Footprint ที่ดีกว่า Benchmark และกองทุน UGSTAR ได้รับเรตติ้ง 5 ดาวจาก Morningstar สะท้อนคุณภาพการบริหารจัดการเมื่อเทียบกับกองทุนในกลุ่มเดียวกัน กองทุนนี้มีระดับความเสี่ยงอยู่ที่ ระดับ 6 – เสี่ยงสูง (ที่มา: UOBAM as of 28 November 2025)
บทความโดย บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด
ติดตามข้อมูลการลงทุนอย่างยั่งยืนได้ที่ https://www.uobam.co.th/th/Sustainability
หรือ www.uobam.co.th
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 0-2786-2222
คำเตือน
ฉบับที่ 1/2026 เดือนมีนาคม 2026

