ตลาดน้ำมันโลกเปลี่ยนโจทย์ จาก Panic Peak สู่ Residual Risk

HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง ชี้ตลาดน้ำมันกำลังเคลื่อนผ่านจากความเสี่ยงสงครามขยายวงไปสู่ความเสียหายตกค้าง ราคาน้ำมัน Brent ผ่านจุด Panic Peak ไปแล้ว เข้าสู่ Residual Risk มีแนวโน้มปรับฐาน 80–90 ดอลลาร์ในเม.ย. และ 70–80 ดอลลาร์ในพ.ค.–มิ.ย.หากเส้นทางเดินเรือกลับมาเปิดและอุปทานฟื้นตัวใกล้ปกติ

นายชาญณรงค์ มีชัยเจริญยิ่ง นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยทางเทคนิค และ น.ส.ณัฐิมาศ อัครภาณุวิทยา นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์/ปัจจัยทางเทคนิค บล.บัวหลวง เจาะลึก “สงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน และตลาดน้ำมัน” ว่าตลาดน้ำมันกำลังเปลี่ยนจากการให้น้ำหนักความเสี่ยงสงครามขยายวง (Escalation Risk) ไปสู่ความเสียหายตกค้าง (Residual Disruption Risk) เนื่องจากศักยภาพในการตอบโต้ของอิหร่านลดลงอย่างมาก (ต่ำกว่า 10% ของช่วงเริ่มต้น) ทำให้โอกาสเกิดเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst-case) ลดน้อยลง

แม้ความรุนแรงหลักอาจยุติลงภายในกลางเดือนเมษายนตามกรอบของแบบจำลอง Monte Carlo แต่ความเสี่ยงยังไม่หายไปทั้งหมด เพราะสงครามอาจเปลี่ยนเป็น low intensity phase ผ่านสงครามตัวแทน การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน และการรบกวนเส้นทางเดินเรือ จึงทำให้ราคาน้ำมันอาจลดลงจากจุดสูงสุด แต่ไม่จำเป็นต้องกลับสู่ฐานเดิมช่วงก่อนเกิดสงครามทันที

กรอบราคา Brent ที่ BLS Wealth ประเมินคือ 90–110 ดอลลาร์ในช่วงที่เหลือของมีนาคม จากนั้นลดลงสู่ 80–90 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน หากเส้นทางเดินเรือเริ่มเปิดภายใต้การคุ้มกัน และเข้าสู่ 70–80 ดอลลาร์ในช่วงพฤษภาคม–มิถุนายน หากอุปทานฟื้นใกล้ปกติ

การเข้าซื้อกองทุนน้ำมันในขณะนี้มี Risk/Reward ที่ไม่ดึงดูด เนื่องจากราคาได้ผ่านจุด Panic Peak ไปแล้ว และแรงส่งของราคา (Fear Premium) กำลังอ่อนกำลังลง

สิ่งที่ตลาดน้ำมันกำลังประเมินในเวลานี้ไม่ใช่เพียงว่าสงครามยังดำเนินอยู่หรือไม่ แต่คือการที่ตลาดกำลังค่อย ๆ re-price ความเสี่ยง จากระยะที่ให้น้ำหนักกับ escalation risk ไปสู่ residual disruption risk มากขึ้น เพราะผลลัพธ์ของสองภาวะนี้นำไปสู่เส้นทางราคาที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

มุมมองของ BLS Wealth

สงครามกำลังเคลื่อนผ่านจากช่วง high intensity เข้าสู่ระยะที่ความรุนแรงเริ่มลดระดับลง แม้จะยังไม่มีสัญญาณหยุดยิงที่ชัดเจน แต่พัฒนาการในสนามรบบ่งชี้ว่า ศักยภาพของอิหร่านในการตอบโต้แบบรัฐต่อรัฐลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ความถี่ของการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 10% ของระดับเริ่มต้น ขณะที่ฐานยิงและโครงสร้างการผลิตอาวุธได้รับความเสียหายอย่างหนัก
นัยของภาพนี้ไม่ใช่ว่าอิหร่านหมดความสามารถในการสร้างความไม่สงบ แต่คือขีดความสามารถในการยกระดับสงครามให้รุนแรงกว่าเดิมเริ่มถูกจำกัดลงอย่างชัดเจน

แบบจำลอง Monte Carlo

รายงานก่อนหน้าประเมินว่า มีความน่าจะเป็น 96.1% ที่การสู้รบหลักแบบรัฐต่อรัฐจะสิ้นสุดลงภายในช่วงกลางเดือนเมษายน และเมื่อพิจารณาร่วมกับพัฒนาการล่าสุดในสนามรบ กรอบเวลานี้ยังถือว่าสอดคล้องกับข้อเท็จจริงพอสมควร
อย่างไรก็ดี การยุติลงของ high intensity phase ไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของความเสี่ยงต่อระบบพลังงานโลกโดยสมบูรณ์ เพราะธรรมชาติของความขัดแย้งมักเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระยะ low intensity ซึ่งแม้การเผชิญหน้าโดยตรงจะลดระดับลง แต่แรงเสียดทานยังคงอยู่ผ่านสงครามตัวแทน การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน และการรบกวนเส้นทางเดินเรือในภูมิภาค

BLS Wealth ประเมินทิศทางราคาน้ามัน Brent เป็นสามช่วงดังนี้

ช่วงแรก คือช่วงที่เหลือของเดือนมีนาคม ราคามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบสูงราว 90–110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตราบใดที่ความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลายอย่างสมบูรณ์ ตลาดก็ยังมีโอกาสที่จะเรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยงในระดับสูงต่อไป

ช่วงที่สอง คือเดือนเมษายน หากการสู้รบหลักยุติลงและเส้นทางเดินเรือเริ่มกลับมาเปิดได้ภายใต้การคุ้มกันของสหรัฐฯ
ราคา Brent มีแนวโน้มปรับลดลงสู่โซน 80–90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเพราะตลาดจะเริ่มลดน้ำหนักต่อกรณีเลวร้ายที่สุด และหันมาประเมินผลกระทบที่เหลืออยู่จริงมากขึ้

ช่วงที่สาม คือเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนหากอุปทานและโครงข่ายการขนส่งพลังงานทั่วโลกทยอยฟื้นตัวกลับเข้าใกล้ภาวะปกติ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่กรอบ 70–80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก panic pricing ไปสู่ภาวะ residual risk อย่างค่อยเป็นค่อยไป

กล่าวโดยสรุป
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเคลื่อนผ่านจากระยะที่ตลาดให้น้ำหนักกับความเสี่ยงของการยกระดับแบบไร้ขอบเขต ไปสู่ระยะที่ตลาดเริ่มประเมินความเสียหายตกค้างและแรงเสียดทานที่ยังหลงเหลืออยู่ในระบบพลังงานมากขึ้น
นั่นหมายความว่าแกนของการกำหนดราคาน้ำมันกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนจาก panic pricing ไปสู่การลดทอน fear premium อย่างเป็นลำดับ และหากพัฒนาการในสนามรบยังดำเนินไปตามทิศทางปัจจุบัน ส่วนชดเชยความเสี่ยงดังกล่าวมีแนวโน้มจะค่อย ๆ ลดลงในช่วงเดือนเมษายน–มิถุนายน

สำหรับนักลงทุนที่กำลังพิจารณาเข้าซื้อกองทุนน้ำมันในจังหวะนี้ เราประเมินว่า risk/reward เริ่มไม่ดึงดูดเท่าช่วงก่อนหน้า เนื่องจากแรงส่งของราคามีแนวโน้มอ่อนกำลังลงตามการคลายตัวของ panic premium แม้ความผันผวนระยะสั้นยังมีอยู่ แต่สำหรับการไล่ราคาในระดับปัจจุบัน เรามองว่าความคุ้มค่าเริ่มลดลงตามเหตุผลข้างต้