‘โรงกลั่น’ชี้แจงค่าการกลั่นพุ่งไม่ใช่กำไรสุทธิ ลั่นแบกต้นทุนแฝงสูงขึ้น 3-6 บาท/ลิตร

HoonSmart.com>>กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันฯชี้แจงข้อเท็จจริง “ค่าการกลั่นสูง” ย้ำไม่ใช่กำไรสุทธิของผู้ประกอบการ เผยต้นทุนแฝงสูงขึ้น 3-6 บาทต่อลิตร พร้อมเดินหน้าผลิตเพื่อความมั่นคงของประเทศ  ยืนยันปริมาณน้ำมันสำรองระดับประเทศมีเพียงพอรองรับการใช้งาน 95 วัน  ด้านราคาหุ้น TOP-BCP วันนี้ ปรับตัวขึ้น 4% 

กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ) ชี้แจงประเด็น “ค่าการกลั่นสูง” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลไกราคาและต้นทุนที่แท้จริงของอุตสาหกรรมโรงกลั่น

1. ค่าการกลั่น (Market GRM) ไม่เท่ากับกำไรสุทธิ

ค่าการกลั่นที่ปรากฏในข่าว (ที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาทต่อลิตร เป็นประมาณ 6 บาทต่อลิตร) เป็นเพียงดัชนีส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุนสำคัญที่โรงกลั่นต้องแบกรับ ประกอบด้วย ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium), ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3-6 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ กำไร/(ขาดทุน) จากสต็อกน้ำมัน และ กำไร/(ขาดทุน) การบริหารความเสี่ยงด้านราคา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ค่าการกลั่นไม่ได้สะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง

2. การดำเนินธุรกิจภายใต้กลไกตลาดเสรี (Market Price)
ระบบการค้าขายน้ำมันของประเทศไทยอิงราคาตลาดโลก โรงกลั่นไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันดิบหรือราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปเองได้ โดยต้องอิงราคาตลาดทั้งสองด้าน จึงมีความผันผวนตามสถานการณ์ ตลาดพลังงานโลก ในทางปฏิบัติ โรงกลั่นจำเป็นต้องจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าประมาณ 1–2 เดือน เพื่อให้การผลิตต่อเนื่อง จึงต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากในวันที่ซื้อน้ำมันดิบ ยังไม่สามารถทราบได้ว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จะขายในอนาคตจะเป็นเท่าใด

3. การยืนหยัดเดินเครื่องผลิตเพื่อความมั่นคง แม้ในช่วงวัฏจักรค่าการกลั่นต่ำ

ค่าการกลั่นมีความผันผวนตามวัฏจักรตลาด ในบางช่วงเวลาที่ค่าการกลั่นอาจปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก หรือ บางช่วงอาจต่ำจนไม่ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นยังคงต้องแบกรับภาระและเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานและไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนพลังงานภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ

4. บทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ โดยใช้กลไกชดเชยราคาผ่านผู้ค้าน้ำมัน เพื่อนำไปดูแลราคาขายปลีกให้กับผู้บริโภค จึงไม่ใช่การอุดหนุนผู้ประกอบการโรงกลั่นตามที่บางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน

“ยืนยันน้ำมันสำรองมีเพียงพอ และพร้อมปรับแผนบริหารจัดการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ”กลุ่มโรงกลั่นฯระบุ

ในฐานะผู้ประกอบกิจการกลั่นและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหลักของประเทศ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและตระหนักถึงความห่วงใยของภาคส่วนต่างๆ จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้าง ความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความสับสนให้กับประชาชน ดังนี้

1. ปริมาณน้ำมันสำรองระดับประเทศมีเพียงพอรองรับการใช้งาน
ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่อยู่ในประเทศและระหว่างการขนส่ง ครอบคลุมการใช้งานภายในประเทศ สอดคล้องกับรอบการจัดหาและรอบการผลิตใหม่ ทำให้ระบบการผลิตและจัดส่งน้ำมันสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถสร้างความมั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การดำเนินการเชิงรุกด้านการขนส่งทางเรือ
แม้ว่าสถานการณ์โลกอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือหลักอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” (ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 20% ของโลก) แต่กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ได้ดำเนินการเชิงรุกตามแผนสำรองใน การปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาไว้แล้ว โดยสามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่ไม่ได้ผ่านเส้นทางดังกล่าว เช่น ทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกา เป็นต้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันดิบเข้าสู่ระบบการกลั่น

3. การจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวน
แม้ตลาดพลังงานโลกจะมีความผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนด้านต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย แต่กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังคงเดินหน้าจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าและเดินเครื่องการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงรองรับความต้องการใช้ในประเทศเพียงพออย่างต่อเนื่อง

4. ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาครัฐ เพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน ให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมมีน้ำมันเชื้อเพลิงใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์

ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันในระบบที่สามารถรองรับการใช้งานได้ประมาณ 65 วัน และ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังมีการจัดซื้อน้ำมันดิบเพื่อนำมาผลิตต่อเนื่องอีกกว่า 30 วัน ส่งผลให้เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 95 วัน ทั้งนี้ กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ ยังคงดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว

ทางด้านการซื้อขายหุ้นโรงกลั่นปรับตัวขึ้นโดดเด่น วันที่ 12 มี.ค. 2569 ราคาหุ้น TOP ปิดที่ 49.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.25 บาทหรือ+4.76% หุ้น BCP ปิดที่ 37.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาทหรือ+4.14%