HoonSmart.com>>เซ็นทรัล รีเทล ตั้งเป้าปี 2569 รายได้โต 4-5% EBITDA เพิ่ม 5-7% ลุยลงทุน 16,000-18,000 ล้านบาท ปรับปรุงใหญ่ 7 สาขา-เปิดสาขาใหม่ในไทย-เวียดนาม 22-26 แห่ง เดินหน้ากลยุทธ์ “Innovation in Action” ผสานออนไลน์-ออฟไลน์ ดึงลูกค้าใช้จ่ายเพิ่ม เล็งขยายตลาดอาเซียนเพิ่ม ยันสงครามตะวันออกกลางกระทบต่ำ หวังรัฐเร่งมาตรการลดหนี้ครัวเรือน
นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ได้โตแค่ตัวเลขยอดขายอย่างเดียว แต่จะโตอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย และสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า 27 ล้านคน โดยตั้งเป้ารายได้รวม โต 4-5% จากปี 2568 ที่มีรายได้รวม 253,165 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% ยอดขายโต 10-12% และ EBITDA เติบโต 5-7% จากปี 2568 อยู่ที่ 30,205 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อน
ทั้งนี้ เน้นการบริหารจัดการทางการเงินอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน สงครามตะวันออกกลาง ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ควบคู่กับการรอโอกาสที่ดี เพื่อจะคว้าโอกาสนั้นอยู่เสมอ โดยหลังจากที่มีการขายธุรกิจประเทศอิตาลีไป ทำให้สถานะทางการเงินมั่นคงมากขึ้น
สำหรับ ปี 2569 ตั้งงบลงทุนไว้ 16,000-18,000 ล้านบาท เน้นการลงทุนที่สร้างการเติบโตจากสาขาที่มีอยู่แล้วและโครงการใหม่ รวมถึงการรีโนเวชันครั้งใหญ่ 7 แห่ง
ในประเทศไทย เตรียมลงทุนเปิดสาขาใหม่ 13–17 แห่ง แยกเป็น TOPS 8-10 แห่ง Go Wholesale 2 แห่ง และไทยวัสดุ 3-5 แห่ง เสริมพอร์ตธุรกิจค้าปลีกที่มีอยู่เดิม
ขณะที่ในเวียดนามจะเพิ่มอีก 9 สาขา ในรูปศูนย์การค้า GO! 2 แห่ง,ไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! 1 แห่ง และซูเปอร์มาร์เก็ต Mini go! 6 แห่ง พร้อมทั้งมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนอื่นๆอย่างรอบคอบ เพื่อขยายฐานลูกค้าในภูมิภาค
รายได้หลักยังคงขับเคลื่อนด้วยธุรกิจอาหาร สัดส่วน 40% ,อุปกรณ์ก่อสร้างและอิเล็กทรอนิกส์ 35% และ แฟชั่น อยู่ที่ 25%
ประเทศไทยยังทำรายได้หลัก 75% จาก 63 จังหวัด ร้านค้า 3,596 แห่ง และเวียดนามมีสัดส่วนรายได้ 25% จาก 127 ร้านค้า
เวียดนามเป็นอนาคตของการเติบโต จากจำนวนประชากรที่มีจำนวนมากกว่าไทย โดยปี 2568 ที่ผ่านมาสมาชิกเดอะวันการ์ด เพิ่มเป็น 4.3 ล้านคน มีอัตราการใช้จ่ายสูงถึง 84% ของสมาชิก จากปีก่อนหน้าที่มีสมาชิกบัตร 1 แสนคน
เวียดนาม เป็นประเทศโตอันดับหนึ่งของ South East Asia มาโดยตลอดและเชื่อมั่นว่าก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่ต่อไปแต่มีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบการลงทุนทำให้ต้องใช้เวลา ยกตัวอย่าง ได้พื้นที่ในการตั้งสาขามาแล้ว แต่กว่าจะลงทุนเปิดสาขาได้ใช้เวลาประมาณ 3 ปี ในขณะที่ไทยใช้เวลา 6 เดือนก็เปิดสาขาใหม่ได้ โดยคาดหวังว่าอย่างน้อยต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปีจึงจะสามารถทำรายได้ให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไทย แต่ขึ้นอยู่กับตัวแปรด้านกฎระเบียบการลงทุนของเวียดนามในการเปิดรับต่างชาติด้วย
“ธุรกิจดาวรุ่งที่ทำกำไรได้ดีเกินคาด ได้แก่ Auto1 ศูนย์บริการรถยนต์ เตรียมขยายเพิ่มอีก 50 สาขา ในปี 2569 รวมเป็น 106 สาขา”นายสุทธิสาร กล่าว
นายสุทธิสาร กล่าวว่า การเติบโตของธุรกิจ จะเน้นการโตแบบ Green & Sustainable Retail โดยมีโครงการลดการใช้พลังงาน ติดตั้ง Solar Roof และใช้รถไฟฟ้าในการขนส่งสินค้า ปัจจุบันมี 144 คัน จาก 70 คัน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วและจะขยายผลต่อไปให้ครอบคลุมทุก Business Unit
การรับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคมในทุกพื้นที่ที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ โดยปี 2568 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมาเป็น 1,250 ล้านบาท จากปี 2567 ที่มีการรับซื้อมูลค่ารวม 800 ล้านบาท โดยยังไม่รวมยอดขายที่เกษตรกรขายให้ที่อื่นด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับความรู้ในการผลิตสิยค้าให้ได้คุณภาพที่ทาง CRC ได้นำไปถ่ายทอดให้แก่เกษตรกร
นายสุทธิสาร กล่าวว่า สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและความเสี่ยงด้านพลังงานยังมีผลกระทบต่อธุรกิจจำกัด โดยคาดว่าหากพลังงานขาดแคลนจริงๆ จะกระทบไม่ถึง 1% ของกำไรรวม แต่สามารถบริหารจัดการได้ เช่น การลดการใช้พลังงานในระบบลิฟต์และบันไดเลื่อน รวมถึงการใช้พลังงานทางเลือกอย่าง EV และโซลาร์เซลล์ที่วางแผนไว้ล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์สงครามมีผลกระทบจากการท่องเที่ยวตะวันออกกลางแต่บริษัทฯมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้เพียง 1% ของธุรกิจ และแม้เส้นทางการบินผ่านตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบ แต่การกลับมาใช้เส้นทางบินตรงจากยุโรปและเอเชียจะช่วยชดเชยได้ในระยะกลางถึงยาว
ส่วนผลกระทบต่อ ซัพพลายเชนและต้นทุนสินค้า ยืนยันว่ายังไม่พบสัญญาณการขาดแคลนสินค้า โดยสินค้าที่หมุนเร็วมีสต็อกเฉลี่ย 30 วัน และสินค้าบางประเภทมีสต็อกยาวถึง 6 เดือน ขณะที่ราคาพลังงานและต้นทุนสินค้า ณ ปัจจุบันยังไม่ปรับขึ้น
สิ่งที่จะกระทบต่อ CRC มากมาจากหนี้ครัวเรือนสูง ยังเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อในประเทศ แต่คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจะช่วยให้การออกนโยบายที่ช่วยให้ภาคครัวเรือนมีทางออก และช่วยบรรเทาภาระหนี้ในระยะยาว
นายสุทธิสาร กล่าวว่า สำหรับปี 2569 ถือเป็นปีแห่ง “Challenges & Opportunity หรือ ปีแห่งความท้าทายและโอกาส ของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง บริษัทพร้อมเดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ 3 ปี New High, Next Growth ภายใต้กลยุทธ์ Innovation in Action เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กรสู่การเติบโตครั้งใหม่ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1.อัพเกรดประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ (Uplift Customer Experience) ต่อยอดแพลตฟอร์มออมนิแชแนลที่มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา ยอดขายออฟไลน์โตถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการพัฒนาหน้าร้านด้วยพนักงานที่พร้อมให้บริการแบบเฉพาะตัว ปรับปรุงบรรยากาศภายในร้าน เพิ่มบริการ Self-Checkout จัดอีเวนท์ร่วมกันของธุรกิจในเครือ เพิ่มพื้นที่ไลฟ์สไตล์ นำ AI มาช่วยยกระดับการช้อปปิ้งให้สะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น
ในธุรกิจรีเทลของไทย ยังไม่มีใครเป็นผู้นำทั้งด้านออนไลน์และออฟไลน์อย่างแท้จริง บริษัทจึงตั้งเป้าโฟกัสเรื่องนี้เต็มที่ในปีนี้ โดยจะทำให้ระบบออนไลน์และออฟไลน์เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ (Sync) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า
หากระบบออนไลน์ประสบความสำเร็จ เชื่อว่าจะสามารถขยายไปยังทุก Business Unit และกระจายการใช้งานได้ทั่วประเทศ รวมถึงต่างประเทศ ลูกค้าจะสามารถซื้อสินค้าได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ขณะที่คู่แข่งที่อยู่ในตลาดออนไลน์ หากต้องการขยายไปสู่ออฟไลน์จะต้องลงทุนซื้อที่ดินและสร้างสาขา ซึ่งจะใช้เวลานาน
“ถ้าเรา Speed up ในเรื่องของออนไลน์ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ผมเชื่อว่า Total Online-Offline Market Share ตัวนี้จะเป็น Key Strategy ของเราในปีนี้”นายสุทธิสาร กล่าว
2 อัพเกรดแบรนด์และสินค้าให้ทันสมัย (Reinvent Concepts And Merchandise) เช่นที่เวียดนาม เพิ่มกลุ่มเบเกอรี่ อาหารพร้อมทาน สินค้าเกี่ยวกับบ้าน และสินค้า Private Label เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ส่วนที่ไทยเพิ่มความหลากหลายของแบรนด์สินค้าแฟชั่นชั้นนำจากไทยและเอเชีย พร้อมเร่งเครื่องขยาย KIS & LOOKS Beauty Specialty Stores ปรับรูปแบบสาขาและราคาสินค้าให้เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า Young & Mainstream
“เครื่องสำอางค์แบรนด์ชั้นนำเราขายได้ 50% ของมาร์เก็ตแชร์ แต่เครื่องสำอางค์คุณภาพดีราคาเข้าถึงได้หรือ Masstige Market โตขึ้นเร็วมาก ซึ่งเรายังไม่ได้จับต้องอย่างจริงจัง จากการที่เรามี Location อยู่ในมือกว่า 240 แห่ง ถ้าเราสามารถทำครบทั้งหมด ภายในเวลา 2-3 ปีนี้ จะทำให้ยอดขายโตขึ้นมาก”นายสุทธิสาร กล่าว
3.อัพเกรดประสิทธิภาพการบริหารงานและขยายศักยภาพการแข่งขัน (Operational Excellence) ยกระดับการดำเนินงานในหลายมิติ อาทิ การบริหารลูกค้า การทำการตลาด การสั่งสินค้าและกำหนดราคา รวมถึงการบริหารอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานของพนักงาน เพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมเติบโตในอนาคต
พัฒนา One Data Platform เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าให้เป็นหนึ่งเดียว (Single View of Customer Data) ช่วยให้บริษัทฯ เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำเสนอ Omnichannel Coupon ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่องทาง มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านระบบ ทั้งการบริหารและการจัดส่งสินค้าแบบครบวงจร
ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมา ได้ทำการควบรวมทีม IT จากทุกหน่วยธุรกิจ (BU) มาทำงานร่วมกันเป็นทีมกลาง เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันที่มีมาตรฐานเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 5 เท่า เพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อ (Conversion Rate) 26% และทำให้ประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ดีขึ้นถึง 50%
“เรามองโอกาสเติบโตใน Hardline (อุปกรณ์ก่อสร้างและอิเล็กทรอนิกส์) , Softline (แฟชั่น), Homeline (ของแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์) และ Private Label (แบรนด์ของตัวเอง)ให้เพิ่มสัดส่วนจาก 10% ของยอดขายรวม ไปสู่ 20-30% ของยอดขายรวมได้อย่างแน่นอน”นายสุทธิสาร กล่าว
