HoonSmart.com>>บ้านปู เพาเวอร์ ตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA ไม่น้อยกว่า 10-15% พร้อมขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ควบรวมกับบ้านปูเสร็จไตรมาส 3 ปี 2569 เน้นลงทุนใน CCGT, -AI Data Center -พลังงานหมุนเวียน แย้ม Q1 รายได้พิเศษจากการขายหุ้น BKV ปีนี้กำไรมีอัพไซด์รับรู้โครงการใหม่ในเวียดนาม-ญี่ปุ่น
นายธีรพัฒน์ วงศ์ระวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) กล่าวว่า นโยบายปกติตั้งเป้าการเติบโตของ EBITDA ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 10%-15% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของปีที่ผ่านๆ มา เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่หงสา หรือที่บีแอลซีพี (BLCP) ถ้ารักษาค่าความพร้อมจ่าย ให้อยู่ในระดับสูงได้ต่อเนื่องเนี่ย รายได้และกำไรก็จะมาตามนัด
นอกจากนี้ ยังมองหาโอกาสในการควบรวมกิจการ หรือ M&A เพิ่มเติม ซึ่งถ้าหากมีดีลใหม่ๆ เกิดขึ้น จะเป็นตัวแปรสำคัญ (Upside) ที่จะทำให้รายได้ในปี 2569 พุ่งสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้เบื้องต้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอยู่ระหว่างการควบรวมกิจการกับบริษัทบ้านปู (BANPU) คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2569 จะทำให้โครงสร้างพอร์ตโฟลิโอเปลี่ยนไป โดยจะมีการเพิ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียนเข้ามาเสริม
จึงมีการทบทวนแผนกลยุทธ์และการเติบโตประจำปีกันใหม่ และจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้งหลังจากกระบวนการควบรวมเสร็จสิ้น
สำหรับ ในไตรมาส 1 ปี 2569 คาดว่าจะมีรายได้พร้อมกำไรพิเศษจากการขายสัดส่วนการลงทุน 25% ให้กับ BKV ซึ่งรายละเอียดจะปรากฏชัดเจนเมื่อมีการประกาศผลประกอบการไตรมาสดังกล่าว
นอกจากนี้ ธุรกิจ BESS และการซื้อขายพลังงาน (Trading) ยังมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน ความชัดเจนของสัดส่วนในพอร์ตโฟลิโอจะเห็นได้ชัดเจนหลังการควบรวมเสร็จสมบูรณ์
ในด้านตัวเลข EBITDA ขึ้นอยู่กับวิธีการลงบัญชีว่าจะรับรู้เป็นการควบคุมบริษัทเต็มรูปแบบ (100% EBITDA) หรือรับรู้เป็นส่วนแบ่งกำไร (Equity Income) ซึ่งต้องรอความชัดเจนของโครงสร้างใหม่ก่อน จึงจะสามารถสะท้อนภาพรวม EBITDA ของบริษัทใหม่ NewCo ได้อย่างชัดเจน
ภาพรวม Power Portfolio ของกลุ่มยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ขอเลือกที่จะยังไม่ให้ตัวเลขหรือแนวทางที่ชัดเจนในตอนนี้
ทั้งนี้ มั่นใจว่าแนวโน้มรายได้ ปี 2569 มีทิศทางบวก แม้สภาวะเศรษฐกิจโลกอาจจะยังมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่ด้วยโครงสร้างราคาขายไฟฟ้าที่ทำสัญญาไว้ล่วงหน้าเค่อนข้างนิ่ง ช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกไปได้พอสมควร
ประกอบกับ จะมีโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ที่จะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาเต็มปีมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการในพอร์ตโฟลิโอที่เป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable) ที่ลงทุนไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งในส่วนของเวียดนามแล้วก็ในญี่ปุ่น จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้กระแสเงินสดมีความสม่ำเสมอมากขึ้น
นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบ้านปู เพาเวอร์ (BPP) กล่าวว่า จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความเสี่ยงสูง รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไม่กระทบตรงต่อธุรกิจที่บริษัทฯ กำลังดำเยินการอยู่ ในสหรัฐอเมริกา จีน ไทย และญี่ปุ่น
ธุรกิจในสหรัฐอเมริกา ไม่มีการลงทุนในพื้นที่ที่มีประเด็นความขัดแย้ง ส่วนในไทยมีโรงไฟฟ้า BLCP ที่มาบตาพุด และโรงไฟฟ้าหงสา (HPC) ที่ลาว โดย BLCP ใช้เชื้อเพลิงจากออสเตรเลียผ่านเส้นทางที่ไม่เกี่ยวข้องกับทะเลแดง จึงไม่กระทบต่อการจัดหาเชื้อเพลิง และยังมีการบริหารจัดการสต็อกเชื้อเพลิงตามที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) เพื่อให้มั่นใจว่ามีเชื้อเพลิงเพียงพอในการผลิตไฟฟ้าอย่างมั่นคง ส่วนโรงไฟฟ้า HPC ใช้ถ่านหินที่มีอยู่ในพื้นที่ จึงไม่กระทบต่อ Supply เช่นกัน
ทั้ง 2 โรงไฟฟ้ารวมกันคิดเป็น 10% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและช่วยตรึงค่าไฟในประเทศ
ในจีน ธุรกิจส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ จึงไม่มีผลกระทบ ส่วนในสหรัฐอเมริกา โรงไฟฟ้า Temple 1 และ Temple 2 ใช้ Domestic Gas ที่อยู่ใน Texas ไม่ต้องนำเข้า LNG จึงไม่กระทบต่อ Supply Chain และราคาก๊าซก็ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ทำให้ราคาไฟฟ้าไม่ปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นพลังงานหมุนเวียน จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบเช่นกัน
“ในระยะสั้นไม่มี Supply Chain Disruption แต่ก็ยังมีการเฝ้าระวังและไม่ประมาท โดยกลุ่มบ้านปูได้ตั้งคณะทำงานเพื่อดูแลการดำเนินงานและประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”นายอิศรา กล่าว
นายอิศรา กล่าวว่า บริษัทฯยังอยู่ในช่วงการเติบโต โดยอยู่ระหว่างกระบวนการควบรวมกิจการ (Amalgamation) กับบริษัทบ้านปู (BANPU) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในภาพรวม ขณะเดียวกันได้วางแผนการจัดสรรเงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในหลายมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยีและภูมิศาสตร์ในประเทศต่าง ๆ
กลุ่มบ้านปู มีแผนลงทุนรวมประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดย BPP ที่เป็นธุรกิจไฟฟ้า จะได้รับการจัดสรรเงิน 1 ใน 4 หรือราว 25% ที่เป็นหนึ่งในเสาหลักจากทั้งหมด 4 ธุรกิจของกลุ่ม โดยจะรอให้กระบวนการควบรวมกิจการเสร็จสิ้นก่อนคามแผนจะเสร็จไตรมาส 3 และจะจัดทำแผนกลยุทธ์ฉบับใหม่
เงินลงทุน จะมุ่งไปตามนโยบายหลักของกลุ่ม ทั้งในด้านเทคโนโลยี ให้ความสำคัญกับพลังงานเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น โรงไฟฟ้า CCGT ถูกวางเป็นเทคโนโลยีหลักในการขยายกำลังผลิต แม้จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาและขึ้นอยู่กับโอกาสในการทำดีลและการเข้าซื้อกิจการ (M&A)
นอกจากนี้ยังลงทุนไปตามเทรนด์การเติบโตของ AI และ Data Center ซึ่งมีโครงการหลายแห่งอยู่ใน Pipeline เพื่อรอการพัฒนา โดยได้เริ่มดำเนินกิจกรรมในธุรกิจนี้แล้ว และจะนำเสนอความคืบหน้าในโอกาสต่อไป ขณะเดียวกันโครงการพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยเน้นการลงทุนในสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่นเป็นหลัก
นายอิศรา มองว่า แนวโน้มความต้องการพลังงานทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนชัดจากตลาด ERCOT ในสหรัฐฯ ที่มีการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงถึงร้อยละ 14ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 โดยมีธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญและคาดว่าจะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าภายในปี 2578* การยกระดับ BPP สู่กลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ คือการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้พร้อมรองรับดีมานด์พลังงานขนาดใหญ่ระดับ Utility-scale ขณะเดียวกันการจำหน่ายสิทธิการลงทุนบางส่วนใน BKV-BPP ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I & II ในสหรัฐฯ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มโอกาสขยายการลงทุนในโครงการพลังงานใหม่ๆ เช่น โครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เมกะเมาท์ (Megamouth Battery Energy Storage System: BESS) ในรัฐเท็กซัส โดยเป็นโครงการแรกของเราในสหรัฐฯ ที่นอกจากจะเป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอเพิ่มในตลาดต่างประเทศ ยังช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้า รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของกลุ่มบ้านปู ในตลาดพลังงานระดับสากล”
BPP แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจตามห่วงโซ่คุณค่าครบวงจรของธุรกิจไฟฟ้า ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีไฮไลต์การดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่
• การผลิตไฟฟ้า (Generation): โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (CHP) และโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) ในจีน สร้างผลกำไรต่อเนื่องจากการบริหารต้นทุนถ่านหินและการจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการ Biomass Co-firing ที่โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวลผสมกับเชื้อเพลิงหลักในอัตราส่วนร้อยละ 10 ขณะที่โรงไฟฟ้า HPC ในสปป. ลาว และ โรงไฟฟ้า BLCP ในไทย ยังรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ร้อยละ 85 และ 89 ตามลำดับ รวมถึงธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯ มีปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าในตลาด สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีนยังเดินหน้าตามแผน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาส 3 ปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีรายได้ผ่านการขายสิทธิจากการลดการปล่อยคาร์บอน (CEAs) ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในจีนจำนวน 130 ล้านบาท
• การกักเก็บพลังงาน (Storage): ขยายพอร์ตโฟลิโอ BESS ทั้งในสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเพื่อเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) โดยได้ลงทุนในโครงการเมกะเมาท์ (Megamouth) ที่สหรัฐฯ กำลังไฟฟ้า 100
เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2570 สำหรับญี่ปุ่น โครงการอิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) กำลังไฟฟ้า 14.5 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ได้เชื่อมต่อกับกริดและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อไตรมาส 2 ปี 2568 ส่วนโครงการไอสึ (Aizu) และโครงการซึโนะ (Tsuno) กำลังไฟฟ้ารวม 52 เมกะวัตต์ ความจุพลังงานรวม 208 เมกะวัตต์ชั่วโมง และการร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาโครงการคามิกุมิ-โตเกียว (Kamigumi-Tokyo) กำลังไฟฟ้า 2 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 8 เมกะวัตต์ชั่วโมง ยังคงดำเนินการตามแผนซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2571
• การซื้อขายพลังงาน (Energy Trading): มีกำลังการขายไฟรวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมงในญี่ปุ่นจากลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่า 2,000 ราย ขณะที่ในสหรัฐฯ บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า (Power Trading) ที่อ้างอิงตลาด ERCOT โดยดำเนินการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม Intercontinental Exchange (ICE) เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Proprietary Trading)
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Decarbonization ผ่านการร่วมลงทุนในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ‘Cotton Cove’ ในสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ย 32,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการลงทุนใน บ้านปู เน็กซ์ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมด้วย Net Zero Solutions แบบครบวงจร โดยเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ อาทิ อมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค (SolarBK) เพื่อพัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคากำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง
หลังจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการควบบริษัทกับบ้านปู ภายในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทจะเริ่มกระบวนการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้าน (dissenting shareholders) และการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของบริษัทและบ้านปู และภายใน ไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัทจะดำเนินการควบบริษัทและจดทะเบียนบริษัทใหม่และนำหุ้นของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดย BPP ในฐานะกลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ ของกลุ่มบ้านปู วางโรดแมปขับเคลื่อนธุรกิจสู่ธุรกิจไฟฟ้า เต็มรูปแบบ (Power Pure-play Platform) ทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐฯ โดยผสานสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานพื้นฐาน (Base Load Power Plant) อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน (Thermal Power Plant) ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และธุรกิจการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) เพื่อประสานการทำงานร่วมกันในทุกพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันและขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มบ้านปูในระยะยาว รวมถึงส่งมอบพลังงานที่มีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมงให้แก่ลูกค้ากลุ่ม B2B และ B2G” นายอิศรา นิโรภาส กล่าวสรุป
