HoonSmart.com >> กลุ่มโรงไฟฟ้าของไทย ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หากราคาน้ำมันสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ คาดกระทบมีจำกัด เนื่องจาก มีเกราะป้องกันจากการกำกับดูแลค่าไฟฟ้า, กลไกการส่งผ่านค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว แนะนำให้ “คงน้ำหนักการลงทุน”

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า แม้จะมีความกังวลเพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน แต่มองว่ากลุ่มโรงไฟฟ้าของไทยน่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่ตลาดกังวล เพราะมีเกราะป้องกันจากการกำกับดูแลค่าไฟฟ้า, กลไกการส่งผ่านค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) โดยมองว่า PTT จะจัดส่งก๊าซที่ผลิตในประเทศให้กับผู้ผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพของระบบและลดผลกระทบจากตลาด LNG ที่ตึงตัวมากขึ้นหลัง กาตาร์หยุดการผลิต
ขณะที่ในภาพรวมการหยุดชะงักของอุปทาน LNG ส่งผลให้ราคาก๊าซ JKM, ต้นทุน pool gas รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น แต่มองว่าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ยังได้รับการคุ้มครองจากค่าความพร้อมจ่ายตาม PPA และโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงที่อิงตามดัชนี
ฝ่ายวิเคราะห์ คาดว่า การพึ่งพาสัญญาผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่เป็นกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมของแต่ละบริษัท รวมถึงโครงสร้างต้นทุนที่อิงกับราคาก๊าซ ที่สำคัญเชื่อว่า หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า จะไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงทั้งหมด เนื่องจากมีกลไกส่งผ่านต้นทุนผ่านค่า Ft แม้บางครั้งจะล่าช้าบ้าง ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพของกำไร จึงยังแนะนำ ให้คงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มโรงไฟฟ้า โดยมองว่าผู้ประกอบการที่มีสัดส่วน IPP สูง สามารถป้องกันความเสี่ยงได้มากสุด ส่วนผู้ประกอบการที่เน้น SPP/IU จะเผชิญกับแรงกดดันปานกลางในระยะสั้น
ภายใต้สมมติฐานที่ค่า Ft และความต้องการไฟฟ้ายังคงที่ ประเมินว่าต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้นทุก 10 บาท/mmbtu จะกระทบกำไรสุทธิ BGRIM 7%, CKP 1% และ GULF 0.4% ในขณะที่ EGCO จะมีผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพียง 0.1% pt โดยความแตกต่างนี้ขึ้นอยู่กับพอร์ตโฟลิโอของแต่ละบริษัท รวมถึงสัดส่วนสัญญา IPP เทียบกับสัญญา SPP/IU รวมทั้งสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า GULF ยังเป็นหุ้นปลอดภัย จากขนาดของธุรกิจ IPP, สัดส่วน IU น้อย, มีส่วนแบ่งกำไรแข็งแกร่งจาก ADVANC และการขยายธุรกิจ Data centre
ส่วน CKP ได้ประโยชน์จากการผลิตไฟฟ้าที่แข็งแกร่งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ, ระดับน้ำสูงและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ สำหรับ EGCO จะได้รับผลกระทบน้อยสุด จากการกระจายความเสี่ยงทั้งด้านที่ตั้งและเชื้อเพลิง
ขณะที่ BGRIM แม้จะมีความอ่อนไหวมากสุด เพราะมีสัดส่วน SPP/IU สูง แต่บริษัทยังทำสัญญาปริมาณการผลิตไฟฟ้าจาก SPP ถึง 75% กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) จึงช่วยลดผลกระทบ
โดยกลุ่มโรงไฟฟ้าของไทย จะมี upside risk หาก PDP ฉบับใหม่ออกมาเร็วกว่าคาด, การเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการบูรณาการเทคโนโลยี ขณะที่ downside risk จะมาจากราคาก๊าซที่อยู่ในระดับสูงนานกว่าคาดและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น
