เปิดผลงาน”สานพลังเอกชน” 2 ปี หนุนศก.ชุมชนคึกคักร่วม 3 พันลบ.

HoonSmart.com>>ตลาดทุน-ภาครัฐ-บีโอไอ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ”สานพลังเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมจากรากฐานสู่ความยั่งยืน ปี 3″ เชิญชวนภาคเอกชนเข้าร่วมเพิ่มขึ้น เปิดผลงาน 2 ปี มีบจ.เข้าร่วม 50 แห่ง ได้รับงบสนับสนุนรวมสิทธิภาษีรวม 3,000 ล้านบาท – เด็กเล็กเรียนดีขึ้นคะแนนฟิสิกส์แตะ 95 จาก 75 – ยอดขายสินค้าชุมชนพุ่งจาก 2 ล้านบาทเป็น 30 ล้านบาท-ข้าวอินทรีย์ราคาดีขึ้นกว่า 7 เท่า

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ สายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานโครงการ “สานพลังเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมจากรากฐานสู่ความยั่งยืน ปีที่ 3” ว่าเป็นเวทีสำคัญเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบการเพื่อสังคม และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการผนึกกำลัง เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้เกิดขึ้นจริงจากฐานราก และต่อยอดไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวอย่างแท้จริง

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้มีบทบาทเป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์เท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นพัฒนาตลาดทุนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทยในหลากหลายมิติ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “เส้นทางแห่งความเชื่อมั่น สู่โอกาสของทุกคน” อาทิ SETCarbon แพลตฟอร์มบริหารจัดการและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดีโดยร่วมกับ ก.ล.ต. จัดทำ 6 มาตรฐานองค์ความรู้กรรมการไทย

รวมทั้ง โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อเด็กไทย ใส่ใจเรื่องการเงิน ตั้งเป้าหมายให้ความรู้เยาวชน 35,00 คน และสนับสนุนรถพยาบาลและอุปกรณ์การแพทย์แก่มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช มูลค่าร่วม 800 ล้านบาท ภายใต้ “โครงการ 50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนทำความดีเพื่อสังคม”

ก.ล.ต.ปลดล็อกการเข้าถึงทุนยั่งยืน

น.ส.สุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ความสำเร็จในการรวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมจากฐานรากสู่ความยั่งยืน ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 3 ของการดำเนินงาน โดยงานที่จัดขึ้นไม่ใช่เพียงการสัมมนา แต่เป็นการตอกย้ำถึงการสร้างระบบนิเวศที่หยั่งรากลึกเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้กับประเทศท่ามกลางความผันผวนของโลก

ในสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วทางการค้า สังคมสูงวัย และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ทำให้การสร้างภูมิคุ้มกันกลายเป็นวาระเร่งด่วน โดยเวที COP28 ได้สะท้อนถึงการเพิ่มเงินทุนเพื่อการปรับตัวมากขึ้นถึง 3 เท่า และภายในปี 2578 นักลงทุนกว่า 80% จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง

ก.ล.ต. จึงเดินหน้าสร้างสถาปัตยกรรมระบบนิเวศ 6 ด้าน โดยเริ่มจาก ด้านที่ 1 การสร้างพิมพ์เขียวข้อมูลที่โปร่งใส ผ่านการเปิดเผยข้อมูลมาตรฐานสากลในแบบ 56-1 One Report และ Thailand ISSB Roadmap เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถสื่อสารศักยภาพการบริหารความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนได้ชัดเจน

ด้านที่ 2  การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อความยั่งยืน สนับสนุน ESG Bond ด้วยมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียม และผลักดันคาร์บอนเครดิตเข้าสู่ตลาด TFEX ส่งผลให้ตลาด ESG Bond เติบโตขึ้นถึง 29% ในปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งสนับสนุน Transition Finance เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยากให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน

ด้านที่ 3 ผลักดันการสกัด Greenwashing โดยกำหนดให้กองทุน SRI ต้องมีตราสัญลักษณ์ที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้ Thai ESG Fund ลงทุนในหุ้นกลุ่ม JumpPlus ที่มี CGR 90 คะแนนขึ้นไป ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา อีกทั้งยังผลักดัน “ทิสซ่า” (TISA) เพื่อเป็นเกราะกำบังทางการเงินระยะยาวให้กับคนไทย

ด้านที่ 4 และ 5 มุ่งเน้นการรับรองความน่าเชื่อถือและความคล่องตัวของข้อมูล โดยสนับสนุนให้มีผู้ประเมินอิสระตรวจสอบ ESG ปัจจุบันมีแล้ว 4 ราย พร้อมเปิดตัว ESG Product Platform เพื่อให้ผู้ลงทุนเข้าถึงและเปรียบเทียบข้อมูลได้รวดเร็ว

ด้านที่ 6 คือการสร้างพลังความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างตาข่ายรองรับความเสี่ยงที่เข้มแข็งที่สุดให้กับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทย
พร้อมกับ ย้ำว่า การพัฒนาระบบนิเวศตลาดทุนไม่ใช่เพียงการทำตามกระแส แต่เป็นการวางรากฐานความมั่นคง โดยยึดหลัก Profits with Purpose สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจควบคู่กับเจตนารมณ์ที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

BOI หนุนความยั่งยืน 5 ด้านรับระเบียบโลกใหม่

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) บีโอไอ กล่าวว่า การขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนเริ่มจากการมองภาพใหญ่ของโลกที่เต็มไปด้วยความสับสนและความผันผวน ทั้งสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และสงครามทางทหาร ซึ่งนำไปสู่สิ่งที่หลายคนเรียกว่า “ระเบียบโลกใหม่” ที่ไร้กติกาและไม่สามารถคาดเดาได้ ท่ามกลางความวุ่นวายเช่นนี้ โจทย์สำคัญคือการสร้างความยั่งยืนที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับโลก ประเทศไทย จนถึงระดับชุมชนและหมู่บ้านที่เป็นหน่วยเล็กที่สุด

ประเทศไทยถูกเปรียบเสมือนพีระมิดที่ต้องมีฐานรากแข็งแกร่งเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลก การสร้างความยั่งยืนมีหลายมิติ โดยในมิติด้านเศรษฐกิจและการลงทุนที่ BOI รับผิดชอบ มีอย่างน้อย 5 ด้านสำคัญที่ต้องดำเนินการ ได้แก่

ด้านที่ 1 คือโครงสร้างพื้นฐานมีคุณภาพสูง แต่ยังไม่เพียงพอต่อการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ต้องรองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center, AI, Semiconductor และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้พลังงานสูง รวมถึงความจำเป็นในการมีพลังงานสะอาด น้ำที่เพียงพอ และระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ

ด้านที่ 2 คือเรื่องคน การสร้างความยั่งยืนต้องอาศัยกำลังคนที่มีคุณภาพ BOI ใช้กลยุทธ์ทั้งการพัฒนาคนให้มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI, EV, Battery, Automation และการดึงดูดบุคลากรจากทั่วโลกผ่านกลไกวีซ่าต่าง ๆ เช่น Smart Visa และ Long Term Resident Visa

ด้านที่ 3 คือห่วงโซ่อุปทาน การมี supply chain ที่ครบวงจรและแข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญในการตรึงฐานการผลิตให้อยู่ในประเทศระยะยาว หาก supply chain ไม่เพียงพอ นักลงทุนอาจย้ายฐานไปประเทศอื่นได้

ด้านที่ 4 คือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ SME กว่า 3 ล้านราย เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป โจทย์คือทำอย่างไรให้ SME เหล่านี้มีพลัง สามารถเดินไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ขณะเดียวกันบางส่วนที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในโลกยุคใหม่ก็ต้องได้รับการช่วยเหลือให้ transform ไปสู่อุตสาหกรรมหรือธุรกิจใหม่ ภาครัฐและ BOI มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน เช่น การออกมาตรการ subsidize เพื่อให้ SME สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย automation และ digital เพื่อยกระดับธุรกิจและเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจใหม่

ด้านที่ 5 คือชุมชนที่เข้มแข็ง ชุมชนเป็นฐานรากสำคัญของการพัฒนา BOI และรัฐบาลส่งเสริมให้บริษัทเอกชนมีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้กับชุมชน ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม

“ในอนาคตต้องการให้โครงการที่เข้าร่วมมีการพัฒนาไปในทางที่ลึกขึ้น ใหญ่ขึ้น และยาวขึ้น ลึกขึ้นหมายถึงไม่ใช่เพียงการบริจาคเงิน แต่เป็นการนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ บุคลากร และเครือข่ายธุรกิจไปช่วยชุมชนอย่างจริงจัง ใหญ่ขึ้นหมายถึงการสร้างผลกระทบที่มีคุณค่าและตรงกับ pain point ของชุมชน และยาวขึ้นหมายถึงการดำเนินโครงการที่ต่อเนื่องและยั่งยืนนายนฤตม์ กล่าว

ธุรกิจชุมชนคึกคัก

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนและอุปนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า การดำเนินโครงการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และชุมชนในปัจจุบันถือเป็น “ทางที่ใช่” ทำให้เกิดความคึกคักในการลงทุน

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โครงการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนได้สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในหลายมิติ โดยเริ่มจากการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่ช่วยให้เด็กที่เคยมีปัญหาการเรียนรู้สามารถพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน เช่น คะแนนวิชาฟิสิกส์ที่เพิ่มจาก 70 เป็น 95 ภายในเวลาเพียง 6 เดือน สะท้อนว่าการลงทุนเล็ก ๆ สามารถสร้างผลลัพธ์ใหญ่ได้จริง ขณะเดียวกันโครงการฟื้นฟูอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำชุมชนทั่วประเทศก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าซ่อมแซมกว่า 20,000 แห่งจากที่เสียหายไปครึ่งหนึ่ง พร้อมกิจกรรมร่วมกับชุมชน เช่น การปลูกป่าและทำฝายชะลอน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและเกษตรกรรม

ด้านเศรษฐกิจฐานรากก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ขนมปั้นสิบสินค้าชุมชนที่เคยขายได้เพียง 2 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20–30 ล้านบาท หลังได้รับการสนับสนุนจากปั๊ม ปตท. ที่ช่วยจัดการพื้นที่ขายและระบบโลจิสติกส์ ทำให้ชุมชนสามารถขายตรงถึงผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง

อีกทั้งยังมีโครงการที่ชัยภูมิซึ่งได้รับเงินสนับสนุนเพื่อซื้อเครื่องจักรสีข้าวอินทรีย์ ราคาข้าวเพิ่มจากกิโลกรัมละ 15 บาทเป็น 120 บาท รายได้ชุมชนจึงสูงขึ้นอย่างชัดเจนและสอดคล้องกับแนวคิด “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย”

“2 ปีที่ผ่านมาใช้งบประมาณรวมประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินภาษีที่รัฐบาลจ่ายคืนให้ประชาชนและบริษัทเอกชนที่เข้าร่วม แต่เอกชนยังลงทุนเพิ่มเติมด้วยทรัพยากรของตนเอง ทำให้มูลค่าที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าเงินต้นหลายเท่า รายได้ของชุมชนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เศรษฐกิจฐานรากแข็งแรงขึ้น และมีบริษัทเอกชนเข้าร่วมแล้วกว่า 50 บริษัท โดยรัฐบาลยังใช้มาตรการภาษีจูงใจเพื่อให้เอกชนสามารถเดินหน้าทำโครงการต่อเนื่อง”ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า ในการสร้างความมั่งคั่งและความยั่งยืนให้กับประชาชน โดยเริ่มจากการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่แท้จริงภายใต้การดำเนินการใน 3 ระดับ

ระดับแรกคือ Wealth Restoration หรือการฟื้นฟูความมั่งคั่ง หมายถึงการนำความอุดมสมบูรณ์กลับคืนสู่ชุมชน เช่น การจัดตั้งธนาคารต้นไม้ การฟื้นฟูแหล่งน้ำ และการรวมพลังเก็บออมของประชาชน แม้เพียงวันละบาทก็สามารถสะสมเป็นเงินกองทุนหลักร้อยล้านถึงพันล้านบาทในหลายพื้นที่

ระดับที่สองคือ Wealth Preservation หรือการรักษาความมั่งคั่ง เน้นการสร้างผู้นำชุมชน การสืบทอดความรู้ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อให้กองทุนและสวัสดิการชุมชนมีความโปร่งใสและยั่งยืน รวมถึงการดูแลทรัพยากรที่ฟื้นฟูกลับมาแล้วให้คงอยู่ต่อไป

ระดับสุดท้ายคือ Wealth Creation หรือการสร้างความมั่งคั่งใหม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เพราะแม้ชาวบ้านจะผลิตสินค้าได้ แต่กลับประสบปัญหาขายไม่ออกและกลายเป็นหนี้
การเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านมาตรฐาน โลจิสติกส์ และช่องทางการขาย ของภาคเอกชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงระบบตลาดได้อย่างแท้จริง และสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทย

สำหรับงาน “สานพลังเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมจากฐานรากสู่ความยั่งยืน” จัดขึ้นด้วยความร่วมมือของ 9 องค์กร ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (THAI LCA) สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมรวมถึงสิทธิประโยชน์จาก BOI ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนให้โครงการเพื่อสังคมเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม