KTBSTMR จ่อจ่ายผลตอบแทน Q4 ยีลด์ 10.9% เดินหน้ารุกสินทรัพย์มุ่งสร้างการเติบโต

HoonSmart.com>>”กองทรัสต์ KTBSTMR” เตรียมจ่ายประโยชน์ตอบแทนไตรมาส 4/68 อัตรา 0.1513 บาทต่อหน่วยทรัสต์ มูลค่ารวม 45.62 ล้านบาท หนุนทั้งปีจ่ายผลตอบแทน 188.35 ล้านบาท ผู้ถือหน่วยเตรียมรับเงิน 26 มี.ค.นี้ กางแผนปี 69 เดินหน้าเชิงรุกลงทุนสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ สร้างการเติบโต มองดาต้าเซ็นเตอร์ ไทยกำลังเติบโตเร่งตัว ด้านสถานการณ์ตะวันออกกลาง หากยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจ เงินเฟ้อไทย

ลสิทธิ ภูมิวสนะ

นายพลสิทธิ ภูมิวสนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดาโอ รีท แมเนจเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ‘DAOL REIT’ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เคทีบีเอสที มิกซ์ (KTBSTMR) เปิดเผยว่า ในไตรมาส 4 ปี 2568 กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เคทีบีเอสที มิกซ์ หรือ ‘KTBSTMR’ มีรายได้รวมอยู่ที่ 88.38 ล้านบาทเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 1.19 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy rate) เฉลี่ยอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 94.38% เป็นผลการดำเนินงานที่สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตของสินทรัพย์

กองทรัสต์จึงได้พิจารณาจ่ายประโยชน์ตอบแทนไตรมาสที่ 4/2568 สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568 – 31 ธ.ค. 2568 (ระยะเวลา 92 วัน) ในอัตรา 0.1513 บาทต่อหน่วยทรัสต์ เป็นเงินประมาณ 45.62 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนแบบปรับปรุงเต็มปี (Annualized) ที่ 6% เมื่อเทียบกับราคาพาร์/1 หรือประมาณ 10.9% เมื่อเทียบกับราคาตลาด/2 (ราคาตลาด ณ วันที่ 26 ก.พ. 2569 ที่ 5.55 บาท/หน่วย) โดยกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ตอบแทนในวันที่ 12 มี.ค. 2569 และกำหนดจ่ายประโยชน์ตอบแทน ในวันที่ 26 มี.ค. 2569 ส่งผลให้ทั้งปี 2568 กองทรัสต์จ่ายผลตอบแทนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 0.6247 บาทต่อหน่วย หรือจำนวน 188.35 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยทั้งปีที่ประมาณ 6.25% เมื่อเทียบกับราคาพาร์/3 ขณะเดียวกันหากพิจารณาการจ่ายประโยชน์ตอบแทนของกองทรัสต์ KTBSTMR ตั้งแต่การจัดตั้งกองทรัสต์เมื่อเดือน พ.ย. 2564 จนถึงงวดปัจจุบัน กองทรัสต์ได้มีการจ่ายผลตอบแทนรวมเป็นจำนวนเงินถึง 2.8437 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้ ในด้านการบริหารจัดการทางการเงิน กองทรัสต์ได้กันเงินเพื่อสำรองการจ่ายคืนเงินกู้ยืมให้กับสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 3/2568 เป็นต้นไป ซึ่งอาจส่งผลต่อระดับการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอนาคต อย่างไรก็ดี แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดภาระต้นทุนดอกเบี้ยในระยะยาว และลดอัตราส่วนการกู้ยืม (สัดส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยจ่าย (interest-bearing debt) ต่อมูลค่าสินทรัพย์รวม (TAV)) เมื่อกองทรัสต์สามารถชำระคืนเงินกู้ได้ครบถ้วน รายได้จากทรัพย์สินจะไม่ถูกนำไปใช้ในการชำระหนี้อีกต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ผลกำไรสุทธิของกองทรัสต์เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่จะสามารถจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงขึ้นได้ในอนาคต

นายพลสิทธิ มองแนวโน้มในปี 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญกับปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯและการชะลอตัวของอุปสงค์โลกรวมถึงปัจจัยภายในประเทศที่จะมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค การชะลอการลงทุนของภาคเอกชน ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยภาพรวมอยู่ในช่วงของการปรับสมดุล บางกลุ่มสินทรัพย์เริ่มเห็นการเติบโตในระดับปกติหลังจากขยายตัวต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า บางกลุ่มยังเผชิญแรงกดดันจากอุปทานใหม่และกำลังซื้อที่เปราะบาง โดยพิจารณาประเภททรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการกองทรัสต์ KTBSTMR ดังนี้

1.) ภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ในปี 2569 กลุ่มคลังสินค้าและโรงงานยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในพอร์ต แม้อัตราการเติบโตของการซื้อขายที่ดินอุตสาหกรรมและการขยายพื้นที่เช่าจะเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติ ปัจจัยสนับสนุนยังคงมาจากการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ภูมิภาคและการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการรายเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมหลัก อัตราการเช่ายังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มคลังสินค้าโลจิสติกส์สมัยใหม่อาจเห็นอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันอัตราการเช่าในบางทำเล กองทรัสต์จึงมุ่งเน้นการรักษาฐานผู้เช่าหลัก การต่อสัญญาเช่าล่วงหน้า และการคัดเลือกผู้เช่าที่มีความมั่นคงทางการเงิน เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอในระยะยาว

2.) ตลาดอาคารสำนักงาน มีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงของการทรงตัว โดยปริมาณอุปทานใหม่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แนวโน้มการย้ายสำนักงานไปสู่อาคารคุณภาพสูงยังคงดำเนินต่อ ส่งผลให้อาคารที่มีมาตรฐานสูงสามารถรักษาอัตราการเช่าได้ดี ขณะที่อาคารรุ่นเก่าเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันมากขึ้น กองทรัสต์มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพพื้นที่เช่าการบริหารความสัมพันธ์กับผู้เช่าอย่างใกล้ชิด และการปรับปรุงอาคารอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

3.) ภาคค้าปลีก ในปี 2569 ยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อภายในประเทศที่เปราะบาง และอุปทานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดในระดับสูง ส่งผลให้อัตราการเช่าเฉลี่ยปรับลดลงจากปี 2568 อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เช่าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) และแฟชั่นจากต่างประเทศยังคงมีความสนใจขยายสาขาในประเทศไทย โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพและโครงการที่มีจุดเด่นชัดเจน กองทรัสต์ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างผู้เช่า (tenant mix) ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของโครงการ

4.) ภาคอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ของไทยกำลังเข้าสู่ “เฟสเติบโตเร่งตัว” (Acceleration Phase) อย่างชัดเจนในปี 2569 จากแรงผลักเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ความต้องการด้าน AI/Cloud และการลงทุนจากผู้ให้บริการรายใหญ่ (Hyperscalers) ทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ระดับภูมิภาค (Regional DC Hub) เคียงคู่สิงคโปร์และมาเลเซีย โดยเฉพาะหลังจาก BOI และนโยบายรัฐผลักดันธุรกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ

“โดยรวมกองทรัสต์ได้ติดตามภาวะตลาดอย่างใกล้ชิดและดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกในการบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาเสถียรภาพของกระแสเงินสดและผลตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยผ่านการรักษารายได้ ค่าเช่าและค่าบริการ การบริหารความสัมพันธ์กับผู้เช่าอย่างใกล้ชิด การควบคุมต้นทุน และการปรับปรุงคุณภาพทรัพย์สินอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เพื่อประโยชน์แก่กองทรัสต์และผู้ถือหน่วยของกองทรัสต์ สำหรับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง กองทรัสต์คาดว่าหากสถานการณ์จบได้ในช่วงภายใน 1 เดือน ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อกองทรสัต์มากนัก แต่หากสถานการณ์มีการยืดเยื้ออาจจะส่งผลกระทบมาถึงเศรษฐกิจของไทยโดยเฉพาะเรื่องของราคาพลังงานที่อาจจะมีผลต่อเงินเฟ้อและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของผู้เช่าได้ อย่างไรก็ดี กองทรัสต์จะจับตาดูถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าว” นายพลสิทธิ กล่าว

นายพลสิทธิ ยังกล่าวว่า กองทรัสต์ KTBSTMR ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลควบคู่กับบริหารสินทรัพย์ มีการดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ บนพื้นที่ดาดฟ้าของโครงการซัมเมอร์ฮิลล์และ โครงการซัมเมอร์ฮับ แล้วเสร็จในช่วงปลายเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยโครงการซัมเมอร์ฮิลล์ปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าได้แล้วกว่า 114.76 MWh และคาดว่าในรอบ 12 เดือนแรกจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 252.00 MWh ส่วนโครงการซัมเมอร์ฮับ ปัจจุบันผลิตไฟฟ้าได้แล้วกว่า 37.05 MWh และคาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 83.00 MWh ต่อปี ของกำลังการผลิตของแต่ละโครงการ

นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าของกองทรัสต์แล้ว ระบบดังกล่าวจะยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ประมาณ 60,000 กิโลกรัมต่อปี (kg CO2) นับตั้งแต่ติดตั้งระบบ Solar Roof Energy ของทั้ง 2 โครงการแล้วเสร็จ รวมถึงยังสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เทียบเท่าการใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้เชื้อเพลิงกว่า 430,000 กิโลเมตร

นอกจากนี้กองทรัสต์ได้เข้าร่วมโครงการของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) เกี่ยวกับการใช้บริการ QR Code Sealer ในการส่งเอกสารการประชุมให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์สำหรับทุกๆ การประชุม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้กระดาษ ส่งผลให้ต้นทุนด้านการพิมพ์ลดลง รวมถึงได้รับส่วนลดค่าบริการการเป็นนายทะเบียนรายปีเป็นระยะเวลา 3 ปีด้วย โดยการลดการใช้กระดาษถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหน่วยทรัสต์และสังคมโดยรวมในระยะยาว

สำหรับในอนาคต กองทรัสต์มีแผนที่จะขยายการติดตั้งระบบพลังงานสะอาดไปยังทรัพย์สินอื่นในกองทรัสต์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ พร้อมสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน (Sustainable Return) ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

หมายเหตุ:
/1 อัตราเงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนปรับปรุงให้เต็มปี = (เงินจ่ายประโยชน์ตอบแทน/ราคาพาร์ ที่ 10 บาท) x (365/92)
/2 อัตราเงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนปรับปรุงให้เต็มปี = (เงินจ่ายประโยชน์ตอบแทน/ราคาปิดตลาด ณ วันที่ 26 ก.พ. 2569 ที่อัตรา 5.55 บาท) x (365/92)
/3 อัตราเงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนทั้งปี = (เงินจ่ายประโยชน์ตอบแทนทั้งปี/ราคาพาร์)