HoonSmart.com>>บล.บียอนด์(BYD) เปิดผลงานปี 68 ขาดทุนสุทธิ 2,762 ล้านบาท ดีขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 4,577 ล้านบาท จากรายได้รวมเพิ่มขึ้น 147.69 ล้านบาทหรือ 13.96% เป็น 1,205.96 ล้านบาท เนื่องจากการขยายธุรกิจและไทย สมายล์บัส (TSB) เติบโต ส่วนค่าใช้จ่ายลดลง 1,672.60 ล้านบาทหรือ 30.21% เหลือ 3,863.80 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ (BYD) รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ขาดทุนสุทธิ 2,762.08 ล้านบาท ขาดทุนหุ้นละ 0.53 บาท ดีขึ้นจากปีก่อน ที่มีผลขาดทุนสุทธิถึง 4,577.22 ล้านบาท หรือ 0.891 บาทต่อหุ้น
สาเหตุที่ทำให้ขาดทุนสุทธิลดลง 1,815.14 ล้านบาทหรือ 39.66% จากปีก่อน สำหรับงบการเงินที่แสดงเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย ส่วนงบการเงินเฉพาะกิจการขาดทุนลดลง 2,960.55 ล้านบาทหรือ 51.73% จากปีก่อนขาดทุนสุทธิ 5,722.63 ล้านบาท โดยมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่มีสาระสำคัญดังนี้
ปี 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ท้าทายสำหรับตลาดหุ้นไทย โดยดัชนี SET Index ปรับตัวลงค่อนข้างมาก จากปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลให้ SET Index ปิดที่ 1,259.67 จุด ลดลง 10% และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 41,405 ล้านบาท ลดลง 11.05% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567
อย่างไรก็ตามบริษัทประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจในปี 2568 ตรงกันข้ามกับภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยมีรายได้รวมตามงบการเงินที่แสดงเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสียเพิ่มขึ้น 147.69 ล้านบาทหรือ 13.96% เป็น 1,205.96 ล้านบาทมาจากการขยายธุรกิจ รวมถึงการเพิ่มจำนวนผู้บริหารและพนักงานเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกรรมด้านธุรกิจหลักทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศและการบริหารจัดการความมั่งคั่ง (Wealth Management) ทำให้รายได้ค่านายหน้าเพิ่มขึ้น 6.85 ล้านบาท หรือ 4.19% เป็น 170.17 ล้านบาท
ส่วนใหญ่มาจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพิ่มขึ้น 15.56% จากจำนวนลูกค้าและพนักงานด้านสายงานที่เกี่ยวกับการตลาดที่เพิ่มขึ้นนตามแผนการขยายธุรกิจตั้งแต่ไตรมาส 2/2567
รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 79.84 ล้านบาทหรือ 60.37% เป็น 212.09 ล้านบาท ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมจากการเป็นตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน เพิ่มขึ้น 117.88% และด้านวาณิชธนกิจเพิ่มขึ้น 86.05%
ขณะเดียวกันกำไรและผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้น 36.17 ล้านบาท หรือ 76.04% เป็น 83.74 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากธุรกรรมซื้อขายตราสารหนี้ และธุรกรรมหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Note)
ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม คือ บริษัท เอซ อินคอร์ปอเรชั่น เท่ากับศูนย์บาทตามงบการเงินที่แสดงเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย เนื่องจากบริษัทรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนดังกล่าวจนครบส่วนของทุนที่ได้ลงทุนแล้ว
บริษัทสามารถสรุปผลการดำเนินงานปี 2568 ของบริษัท ไทย สมายล์บัส (TSB) รายได้จากการขายและให้บริการเพิ่มขึ้น 206.25 ล้านบาทหรือ 10.59% เป็น 2,154.70 ล้านบาท เนื่องจากได้นำรถและเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้าเข้าไปให้บริการในแต่ละเส้นทางมากขึ้น จากประมาณ 1,350 คันต่อวัน ในปี 2567 เป็นประมาณ 1,600 คันต่อวันในปี 2568 โดยเฉพาะการเพิ่มรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (E-Buses) เข้าไปวิ่งในเส้นทางที่มีผู้โดยสารหนาแน่น รวมถึงการที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ถอดถอนการวิ่งรถโดยสารในเส้นทางทับซ้อนกับ TSB ทำให้มีจำนวนผู้โดยสารมาใช้บริการในแต่ละเส้นทางเพิ่มมากขึ้น โดยในเดือนธันวาคม 2568 มีจำนวนผู้โดยสารมาใช้บริการ
ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เป็นจำนวนกว่า 10.5 ล้านเที่ยวคน
นอกจากนี้ TSB มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการให้เช่ารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (E-Buses/E-Shuttle Buses) เหมาคันซึ่งเป็นการขนส่งแบบไม่ประจำทาง เช่น TSB ให้เช่ารถ EV Shuttle Buses เพื่อให้บริการรับ-ส่งแก่ผู้เข้าชมการแข่งขัน SEA Games 2025 เป็นต้น
ทางด้านต้นทุนขายและให้บริการก็เพิ่มขึ้น 71.13 ล้านบาทหรือ 1.98% เป็น 3,667.53 ล้านบาท แต่สัดส่วนเพิ่มขึ้นน้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและให้บริการ เป็นผลมาจากการที่ TSB สามารถเจรจาต่อรองขอลดค่าบำรุงรักษารถ E-Buses กับผู้ให้บริการลงได้ประมาณ 20% นอกจากนี้ต้นทุนยังลดลงจากค่าบำรุงรักษาของ NGV Buses ที่ TSB ยกเลิกการให้บริการแล้ว
อย่างไรก็ตาม การที่ TSB มีการเพิ่มจำนวนรถ E-Buses เข้าไปให้บริการมากขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ค่าพลังงานไฟฟ้า
TSB มีรายได้จากการขายและให้บริการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการให้บริการ แต่จำนวนผู้โดยสารจริงยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ปัจจัยหลักมาจาก แนวโน้มโดยรวมของตลาดที่จำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการรถโดยสารประจำทางลดลงอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับสถิติในอดีต TSB จึงได้ปรับกลยุทธ์โดยดำเนินการตามแผนธุรกิจเชิงรุก เพื่อเพิ่มฐานผู้ใช้บริการในระยะยาว เพื่อมุ่งเน้นการขยายความสามารถในการให้บริการให้ครอบคลุมพื้นที่ที่มีศักยภาพ และเพิ่มช่องทางการหารายได้จากธุรกิจอื่น ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก เพื่อขออนุมัติปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินรถ และสมัครเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับทางกรมการขนส่งทางบก เพื่อรองรับการใช้บริการรถโดยสารประจำทางด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีจำนวนผู้ใช้งานจำนวนมาก
การขยายธุรกิจของ TSB เข้าสู่ตลาดให้บริการเดินรถโดยสารไม่ประจำทางสัญญาระยะยาว (B2B/ B2G) ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ในเส้นทางเดินรถประจำทางเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขยายฐานลูกค้าและสร้างผลประกอบการให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
สำหรับค่าใช้จ่ายรวมลดลง 1,672.60 ล้านบาทหรือ 30.21% เหลือจำนวน 3,863.80 ล้านบาท แม้ว่าค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานเพิ่มขึ้น 50.25 ล้านบาท หรือ 14.84% เป็น 388.78 ล้านบาท มีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 3,160.08 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากเงินให้กู้ยืมและดอกเบี้ยค้างรับจาก TSB จำนวน 2,985.93 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามบริษัทได้มีการกลับรายการผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากที่บริษัทได้รับคืนเงินจำนวน 39.61 ล้านบาท ที่เคยถูกอายัดไว้ จากการที่บริษัทถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วม (จำเลยที่ 2) ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้บริษัทเป็นฝ่ายแพ้คดี โดย ณ วันที่ 24 ก.พ. 2568 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้บริษัทเป็นฝ่ายชนะคดี คดีจึงถึงที่สุดแล้วตามกฎหมาย สำหรับเงินให้กู้ยืมแก่ ACE ซึ่งเป็นบริษัทร่วม ปัจจุบันบริษัทได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยประมาณ 94.21 ล้านบาท ตรงตามสัญญาทุกงวด โดย ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 บริษัทมีเงินให้กู้ยืมคงเหลืออีกประมาณ 550.35 ล้านบาท
