HoonSmart.com>>“ทรัมป์” ขีดเส้นสงครามจบ 4-5 สัปดาห์ สะท้อนไม่บานปลาย กดราคาทองลดลง หุ้นเอเชียส่วนใหญ่ติดลบ 1% เศษ ยกเว้นญี่ปุ่นร่วง 3% เกาหลีใต้ทรุด 7% จากการเปิดซื้อขายหลังหยุดราชการ ส่วนไทยปิดทำการ ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น แต่ OR -บางจากฯยันไม่ปรับราคาขายตามเชลล์ วันที่หุ้นไทยดิ่ง 4% ฝีมือสถาบันไทยทิ้งหนักเฉียด 6 พันล้านบาท ต่างชาติขายเพียง 657 ล้านบาท บล.ทรีนีตี้คาดหุ้นลงต่อ หากต้องการลงทุนแนะซื้อผสมหุ้นใหญ่-กลาง-เล็ก

ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา “โดนัลด์ ทรัมป์”เผยสงครามกับอิหร่าน คาดยืดเยื้อ 4 – 5 สัปดาห์ สะท้อนถึงการไม่บานปลาย กดดันต่อราคาสินทรัพย์มั่นคง ราคาทองคำในประเทศ ลดลง ขณะที่ราคาสินทรัพย์เสี่ยง หุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลงเพียง 1% ยกเว้นญี่ปุ่นร่วลงมากกว่า 3% และหุ้นเกาหลีใต้ ทรุดหนักกว่า 7% หรือมากที่สุดในรอบ 19 เดือน เพราะเพิ่งกลับมาเปิดซื้อขายหลังจากวันที่ 2 มี.ค.หยุดราชการ ส่วนตลาดหุ้ยยุโรปลงหนักมากกว่า 3% ด้านตลาดหุ้นสหรัฐ ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ ร่วงกว่า 500 จุด กังวลสถานการณ์ตะวันออกกลางบานปลาย
สำหรับหุ้นไทยปิดทำการเนื่องในโอกาสวันมาฆบูชา คาดเปิดซื้อขายปกติวันที่ 4 มี.ค. ตลาดยังคงได้รับผลกระทบจากตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่ปรับตัวลง แต่ดัชนี SET คงจะติดลบไม่มาก หลังจากดิ่งลงแรง 61.75 จุดหรือ -4.04% ดัชนีปิดที่ ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นถึง 113,077.79 ล่านบาท เนื่องจากสถาบันทิ้งหนักหน่วง -5,995.26 ล้านบาท พอร์ตบล.ขาย -1,624.40 ล้านบาท ต่างชาติขายเล็กน้อย -656.51 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนไทยช้อนเก็บเข้าพอร์ต 8,276 ล้านบาท
ด้านราคาทองคำยังคงผันผวน วันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา มีการปรับราคาขึ้นลงถึง 42 รอบ รวมราคาพุ่งขึ้นจากวันก่อน 2,650 บาท ส่วนวันที่ 3 มี.ค. ราคาเปลี่ยนแปลง 57 ครั้ง ลดลงถึง 1,050 บาท ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 79,000 บาท ขายออก 79,200 บาท ณ เวลาประมาณ 17.09 น.
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ กล่าวว่า ในสถานการณ์สงครามนักลงทุนที่ถือครองหุ้นไทยในระดับสูง ยังคงแนะนำให้ใช้จังหวะนี้ในการขายทำกำไร และลดพอร์ตลง แต่หากต้องการลงทุนจริง มองไปยังกลยุทธ์ Mix & Match ระหว่างหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่ยังพอมี Upside ทางด้าน Valuation หลงเหลืออยู่บ้าง
ส่วนหุ้นกลุ่มที่ใช้กลยุทธ์ Mix & Match ประกอบด้วย
1. กลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPAXT, HMPRO
2. กลุ่มไฟแนนซ์ ได้แก่ KTC
3. กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ CCET
4. กลุ่มธนาคาร ได้แก่ KKP
5. กลุ่มหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ได้แก่ COCOCO, ILM, KLINIQ, SABINA, TFM
ส่วนภาพรวมเดือนม.ค.2569 ประเมินว่า Upside ของ SET Index อยู่ในระดับที่จำกัดด้วยเรื่องของ Valuation แล้ว โดยที่ระดับ 1,530 จุด นั้นถือเป็นระดับดัชนีที่เหมาะสมตามวิธี PE Model ในกรณีดีสุดที่รวมผลของปรากฏการณ์ PE Expansion จากการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดไปเป็นที่เรียบร้อย ขณะเดียวกันคาดเฟดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% ต่อไป รวมถึงธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ส่วนธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) นักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าจะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 3.50%
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น(BCP) ประกาศไม่ปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีก หลังจากเชลล์ ปรับราคาน้ำมันมีผลวันนี้ ดีเซลพุ่งพรวด 4.20 บาท แก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น 1.50 บาท
เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมี 5 ด้าน ตือราคาพลังงาน-การค้า-การท่องเที่ยว-ตลาดเงินตลาดทุน-แรงงาน สำหรับราคาพลังงานที่สูงขึ้น ประเมินแล้วสูงขึ้นระยะสั้น คือประมาณ 5% เพราะตลาดมีอุปทานส่วนเกินมาก ดังนั้นราคาน้ำมันจึงสูงขึ้นเล็กน้อย แต่เชื่อว่าในระยะสั้น จะสามารถดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนได้ โดยกระทรวงพลังงาน ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันสำรองที่มีเพียงพอ 60 วัน และยังมีเวลาเพียงพอในการหาตลาดใหม่ ส่วนการค้ามีผลทางตรงไม่มาก มีเพียงทางอ้อมในเรื่องค่าระวางเรือ ค่าขนส่ง
ด้านการท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบทางตรงไม่มาก มีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียงแค่ 4% ไทยอาจจะสามารถคว้าโอกาสระยะยาว ด้วยการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เปลี่ยนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทย โดยจะเป็นกลยุทธ์ในระยะต่อไป
ด้านตลาดเงินตลาดทุน ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทย ขึ้นไป 17% ขณะที่ไทยมีทุนสำรองจำนวนมากราว 3 แสนล้าน สามารถรองรับความเสี่ยงตลาดเงินและตลาดทุนได้ ส่วนทองคำได้รับผลกระทบไม่มาก
นายเอกนิติ กล่าวว่า นายกฯมอบหมายให้วางกลยุทธ์ และให้ทำงานร่วมกับเอกชน เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสได้ ทั้งการการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประเมินผลกระทบราคาน้ำมันไว้ 2 กรณี คือ หากความขัดแย้งสิ้นสุดภายใน 1 เดือน GDP ปีนี้จะเหลือโต 1.6% แต่หากยืดเยื้อไปกว่านั้นอาจจะเหลือโต 1.3% จากเดิมที่เคยคาดไว้ 2% ตอนนี้เป็นไปได้มากที่สุด คือ สงครามสิ้นสุดใน 1 เดือน อาจมีเรื่องขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซ ทะเลแดง เป็นระยะสั้น ราคาน้ำมันตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 95-105 เหรียญ/บาร์เรล

