HoonSmart.com >> COCOCO เผยปี 2568 รักษาความสามารถทำกำไร ภายใต้แรงกดดันต้นทุน วางเป้าปี้นี้เติบโตอย่างมั่นคง เพิ่มศักยภาพการผลิต รุกขยายตลาดต่างประเทศ

บริษัท ไทย โคโคนัท (COCOCO) ผู้ผลิตจำหน่าย และส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวรายใหญ่ของไทย รายงานผลประกอบการปี 2568 รวมบริษัทย่อย กำไรสุทธิ 244 ล้านบ. ลดลง 442.38 ล้านบ. จากช่วงเดียวกันปีก่อน กำไร 686.38 ล้านบ.
บริษัท ประกาศจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.12 บาท ขึ้น XD วันที่ 5 พ.ค. และจ่ายเงินปันผลวันที่ 22 พ.ค. 2569
ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร COCOCO เปิดเผยว่า ปี 2568 ผลดำเนินงานรวมบริษัทย่อย มีรายได้รวม 6,735.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.76% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายและบริการในกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิและอาหารสัตว์เลี้ยง โดยมาจากการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากพืช (Plant-based/Dairy Alternative) ในตลาดต่างประเทศ
ประกอบกับความนิยมอาหารเอเชียที่เพิ่มขึ้นในช่องทางค้าปลีกและกลุ่ม Food Service ส่งผลให้ความต้องการใช้กะทิเป็นวัตถุดิบเพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม Private Label นอกจากนี้ รายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อจากลูกค้ากลุ่มเดิมและลูกค้าใหม่
ปี 2568 บริษัทฯ รักษาความสามารถทำกำไรภายใต้ภาวะแรงกดดันต้นทุน โดย มีกำไรสุทธิ 244.33 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 32.64 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิเป็นผลมาจากต้นทุนขายที่ปรับตัวสูงขึ้น และบริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นจากการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวและการทดลองเดินเครื่องจักรใหม่ก่อนเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์
ปี 2568 บริษัทฯ เข้าลงทุนในประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิและน้ำมะพร้าว ผ่านการจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศฟิลิปปินส์ ภายใต้ชื่อ “NOVOCOCONUT INC.” ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 99.99% โดย NOVOCOCONUT INC. ได้ดำเนินการยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนกับ Philippine Economic Zone Authority (PEZA) และได้รับการอนุมัติแล้วตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการ PEZA เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568
นอกจากนี้ NOVOCOCONUT INC. ยังได้รับการรับรองเป็นผู้ประกอบการส่งออกที่จดทะเบียน (Registered Export Enterprise: REE) เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้สิทธิภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราศูนย์ (VAT Zero-rate) สำหรับการทำธุรกรรมกับผู้ขายสินค้าและบริการภายในประเทศ โดยสิทธิประโยชน์ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัท
สำหรับในปี 2568 บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจในสภาวะแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงอย่างอยู่เสมอ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งบริษัทฯ ตระหนักถึงปัจจัยภายนอกเหล่านี้ และได้นำมาวิเคราะห์เพื่อปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเน้นการบริหารความเสี่ยง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การวางแผนด้านภาษีระหว่างประเทศ และการบริหารต้นทุนแบบองค์รวม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาวอยู่เสมอ
ดร.วรวัฒน์ กล่าวเสริมว่า ปี 2569 ตั้งเป้าเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ โดยรับรู้รายได้เต็มปีจากกำลังการผลิตใหม่ พร้อมต่อยอดการขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคสำคัญ และเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับอัตรากำไร ควบคู่การบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากโรงงานแห่งใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัทมุ่งมั่นดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน เสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจ

