HoonSmart.com>>”เอสพีซีจี” (SPCG) โชว์ฝีมือ EBITDA ร่วม 1,078 ล้านบาท กำไรสุทธิ 377.3 ล้านบาท แจกเงินปันผลอีก 0.26 บาท ชึ้นเครื่องหมาย XD 13 มี.ค. ตอกย้ำกระแสเงินสดแกร่ง “ออมสิน ศิริ” กางแผนปี69 ปรับกลยุทธ์ธุรกิจครั้งใหญ่ ชูจุดแข็ง รุก “โซลาร์รูฟบ้าน”เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง มุ่งสร้าง New S-Curve

นางสาวออมสิน ศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) เปิดเผยผลการดำเนินงานงวดปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 1,725.5 ล้านบาท มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 1,078.4 ล้านบาท คิดเป็น 62.5% และมีกำไรสุทธิ 377.3 ล้านบาท
บริษัทฯยังคงรักษาประสิทธิภาพการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ทั้ง 36 โครงการได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่รัดกุม อีกทั้งสร้างการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดจากธุรกิจโซลาร์รูฟ โดยทำรายได้ถึง 404.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.58%ทำให้บริษัทฯ ยังคงมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวดปี 2568 อีกหุ้นละ 0.26 บาท คิดเป็นเงินรวม 274.5 ล้านบาท ขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 13 มี.ค. 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พ.ค. 2569 ทั้งนี้จ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.40 บาท รวมทั้งปีแจกหุ้นละ 2.16 บาท เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น โดยจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง ฐานะทางการเงิน ตลอดจนแผนการลงทุนในอนาคตแต่อย่างใด โ
สำหรับแผนปี 2569 นางสาวออมสิน กล่าวว่า บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ หรือ SPR (บริษัทในเครือ SPCG) ซึ่งเป็น Growth Engine ในการเป็นผู้บุกเบิกตลาดโซลาร์รูฟมากว่า 15 ปี ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยนอกจากจะยังคงสร้างฐานลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมรายใหญ่ไว้แล้วยังได้มุ่งเน้นการขยายฐานธุรกิจโซลาร์รูฟสำหรับที่อยู่อาศัย (Residential) มากยิ่งขึ้น เพื่อตอบรับกับกระแสพลังงานสะอาดและความต้องการลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น
“ปี 2569 จะเป็นปีที่เราให้ความสำคัญกับตลาดบ้านอยู่อาศัยมากขึ้น จากเดิมที่เน้นกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารพาณิชย์ เรามองเห็นโอกาสจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและความคุ้มค่าในการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดย SPR ได้ปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ ให้มีความทันสมัย เข้าถึงง่าย เน้นความไว้วางใจในมาตรฐานและคุณภาพด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 15 ปี เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ด้วยการออกแบบที่มีประสิทธิภาพสูงและให้บริการที่ดีเลิศ”นางสาวออมสินกล่าว
กลยุทธ์สำคัญของ SPR ในปี 2569 ประกอบด้วย:
New Marketing Strategy: ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความเป็น Lifestyle และเป็นมิตรกับผู้ใช้รายย่อย
มากขึ้นผ่านช่องทางดิจิทัล และแคมเปญเจาะกลุ่มบ้านเดี่ยวและหมู่บ้านจัดสรร
Comprehensive Service: ยกระดับการบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ การวิเคราะห์การใช้ไฟฟ้า การออกแบบระบบ การขออนุญาต ไปจนถึงการรับประกันและการดูแลหลังการขายที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อความมั่นใจสูงสุดของผู้พักอาศัย
Financial Solutions: ผนึกกำลังพันธมิตรสถาบันการเงิน มอบแพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อช่วยให้การติดตั้งโซลาร์รูฟเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่าสำหรับเจ้าของบ้าน
ส่วนธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า (Solar Farm) ในประเทศทั้ง 36 โครงการ (36 SPVs) ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักที่แข็งแกร่ง โดยในปี 2569 บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าที่ 373.3 ล้านหน่วย ซึ่งสูงกว่าค่าพยากรณ์ทางสถิติ (P50) ประมาณ 12% และสูงกว่าผลการดำเนินงานปี 2568 ประมาณ 4% อีกทั้งยังปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการโซลาร์ฟาร์ม เน้นความเข้มงวดในการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมค่าใช้จ่าย และบำรุงรักษาอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ระบบสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับ Solar Farm ทั้ง 36 โครงการนั้น นอกเหนือจากการรักษาประสิทธิภาพการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า และการบริหารจัดการต้นทุนที่รัดกุมแล้ว SPCG ยังประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการขายใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) โดยผลการดำเนินงาน (ปี 2566 – ธันวาคม 2568) บริษัทฯ ดำเนินการขายใบรับรอง REC ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 453,017 RECs เทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 270,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) คิดเป็นเงินกว่า 11.2 ล้านบาท ความสำเร็จในการขาย REC ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับบริษัทฯ แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ SPCG ในการเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
“บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังระหว่างการรักษาฐานรายได้หลักจาก Solar Farm และการรุกตลาดโซลาร์รูฟภาคครัวเรือนอย่างจริงจังในปี 2569 จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ เพื่อรักษาอัตราการเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว” นางสาวออมสิน กล่าวทิ้งท้าย
