STEC พุ่ง พลิกกำไร 1,948 ล้านบ. ปันผล 55สต. ปี 69 ต่อโต งานในมือ 1 แสนล.

HoonSmart.com>>”สเตคอน กรุ๊ป” (STEC)อวดกำไรปี 68 เหนือคาด 1,948  ล้านบาท  พลิกจากปีก่อนขาดทุน 2,357 ล้านบาท บล.ดาโอแนะนให้ซื้อ มูลค่าเหมาะสม 11.50  บาท กำไรดีขึ้นทั้งจากรายได้และอัตรากำไร คาดปี 69 เติบโต กลับสำรองจากโครงการ CFP รับเงินปันผลพิเศษ GULF กอดงานในมือ 1 แสนล้านบาท  บล.โกลเบล็กให้ถือ ราคาหุ้นแซงมูลค่าเหมาะสมที่ให้ไว้ 10.70 บาท

วันที่ 24  ก.พ. 2569  หุ้นบริษัท สเตคอน กรุ๊ป (STEC) ปรับตัวขึ้นโดดเด่น ครึ่งวันปิดที่ 11.20  บาท เพิ่มขึ้น 1 บาทหรือ 9.80%  ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 477.39 ล้านบาท หลังจากประกาศผลงานปี 2568  มีกำไรสุทธิ  1,948  ล้านบาท  คิดเป็นกำไรหุ้นละ 1.30  บาท พลิกจากปี 2567 ขาดทุนสุทธิ 2,357 ล้านบาทหรือ -1.55 บาทต่อหุ้น แถมจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.55 บาท iรวมเป็นเงิน 835.5 ล้านบาท ขึ้น XD  วันที่ 9 มี.ค. 2569   จ่ายเงินวันที่ 25 พ.ค. 2569  คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 4.91%  และเตรียมจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนจำนวน 16,998,500 หุ้น คิดเป็น 1.12% ผ่านตลาดหลักทรัพย์วันที่ 27 ก.พ. 2569 ถึงวันที่ 17 ก.ย. 2571

บล.ดาโอยังคงคำแนะนำ”ซื้อ” หุ้น STEC และให้ราคาเป้าหมาย 11.50  บาทอ้างอิง PE ปีนี้ โดยยังคงมุมมองบวกจากแนวโน้มปี  2569  ขยายตัวต่อเนื่อง หนุนโดย backlog ทรงตัวสูง 1 แสนล้านบาทและยังมี upside จากการรับรู้การกลับสำรองจากโครงการ CFP เพิ่มเติม และเงินปันผลพิเศษจาก GULF ในไตรมาสที่ 2/2569  อีกทั้งบริษัทประกาศกลับมาจ่ายปันผลปี 2568 ที่ 0.55 บาท/หุ้น

“STECON รายงานกำไรปกติไตรมาส 4/68 (ไม่รวมกลับสำรองจากโครงการ CFP และขาดทุนจากการตีมูลค่าทรัพย์สิน) อยู่ที่ 333 ล้านบาท ฟื้นจากไตรมาส 4/67 ที่ขาดทุนปกติ  1,200 ล้านบาท และโต +104% QoQ สูงกว่าตลาดคาดที่ 258 ล้านบาท และเราคาด 230 ล้านบาท”

กำไรที่เติบโตเกินคาดมาจากปัจจัยสำคัญดังนี้

1) รายได้โต +38% YoY จาก backlog สูงขึ้น และเพิ่มขึ้น +41% QoQ จากการเร่งงานที่ล่าช้า
2) GPM อยู่ที่ 7.4% พลิกจาก ไตรมาส 4/67 ที่ -13% และดีขึ้น +20bps QoQ เป็นผลจากในปีก่อนบริษัทมีการรับรู้ต้นทุนส่วนเพิ่มงานบึงหนองบอน อีกทั้ง project mix และการจัดการต้นทุนโครงการดีขึ้น
3) SG&A/Sale เพิ่มขึ้น +30bps YoY จากค่าใช้จ่ายการเร่งงาน แต่ลดลง -80bps QoQ เป็นผลจากฐานรายได้สูงขึ้นและการบริหารต้นทุน
4) ส่วนแบ่งขาดทุนบริษัทร่วมอยู่ที่ -45 ล้านบาท ขาดทุนลดลง YoY จากการหยุดรับรู้สายสีชมพูและสายสีเหลืองตั้งแต่ ไตรมาส 2/68 แต่ขาดทุนมากขึ้น QoQ จากการเริ่มรับรู้ผลขาดทุน JV ร่วมกับ NOBLE

สำหรับแนวโน้มปี 2569 คงกำไรปกติใกล้เคียงเดิมที่ 1,100 ล้านบาท (+9% YoY) สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1 ประเมินกำไรจะชะลอ YoY จากไตรมาส 1/68 ที่มีเงินปันผล GULF แต่ปีนี้จะรับรู้ในไตรมาส 2/68 และอ่อนตัว QoQ เป็นผลจากฐานสูงในไตรมาส 4/68 จากการเร่งงานบางโครงการ
บล.โกลเบล็กคงคำแนะนำเพียง ถือ ราคาหุ้นแซงมูลค่าเหมาะสมที่ให้ไว้ 10.70 บาท บนคาดการณ์มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นปี 2569 ที่ 12.6 บาทต่อหุ้น คาดรายได้ปี 2569 ที่ 3.5-3.6 หมื่นล้านบาท เติบโต 8%YoY โดยได้แรงหนุนจากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก รถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงของ โครงการดาต้าเซนเตอร์ และงานภาคเอกชนที่เซ็นสัญญาในปี 2568 อาทิ งานก่อสร้างคอนโดมิเนียม

นอกจากนี้คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะทรงตัวในระดับ7.2-7.4% เนื่องจากงานก่อสร้างใหม่ที่ประมูลได้มีอัตรากำไรสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 7.0% ส่งผลให้คาดกำไรปกติปี 2569 ที่ 1,000 ล้านบาท เติบโต 13%