ปีทอง’69 วอลุ่มทะลุ 5.5 หมื่นลบ./วัน 5โบรกฯกินรวบเฉียด 50% หุ้นไม่ผ่าน1500

HoonSmart.com>>ปี 69 ปีทองตลาดหุ้นไทย วอลุ่มซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 55,186.80 ล้านบาท วิ่งล้ำหน้า 3 ปี (66-67)  5 โบรกเกอร์ รวบส่วนแบ่งตลาด 46.88% เบอร์ 1  บล.เกียรตินาคินภัทรเหลือ 18.57% ที่เหลือเป็นบล.ลูกครึ่ง  หนุนดัชนี SET ก้าวกระโดด 220.57 จุด พุ่งขึ้น  17.51% จากสิ้นปีก่อน  บล.บัวหลวงมองตลาดเข้าสู่ภาวะ “ซื้อมากเกินไป” ร้อนแรงสุดในรอบ 12 ปี  ตลาดต้องพักช่วงสั้นๆ วันนี้ดัชนีตีทะลุ 1500 จุดไม่ผ่าน ดาวโจนส์ล่วงหน้าติดลบ กลัว “ทรัมป์” งัดไม้ตายมาขึ้นภาษี  

สำนักข่าว “สมาร์ทนิวส์” ได้รวบรวมข้อมูลหุ้นไทยปี  2569 ในช่วงเกือบ 2 เดือน ดัชนี SET วิ่งขึ้นไปทดสอบระดับ 1,500 จุด และณ วันที่ 23 ก.พ. ดัชนี SET ปิดที่ 1,480.24 จุด  เพิ่มขึ้น 220.57 จุด พุ่งขึ้น 17.51% จากสิ้นปี 2568 ดัชนีปิดที่ 1259.67 จุด ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ทะยานขึ้นถึง 55,186.80 ล้านบาท ณวันที่ 20 ก.พ. 2569 แซงหน้ามูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันถึง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568 )

ขณะที่โบรกเกอร์เบอร์ 1 บล.เกียรตินาคินภัทร มีส่วนแบ่งตลาดนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์(มาร์เก็ตแชร์) ประมาณ 18.57% ของทั้งตลาด จากปี 2568  อยู่ที่  22.41% หายไปเกือบครึ่งหนึ่งจากอดีตบางวันเคยมีมาร์เก็ตแชร์มากกว่า 40% เสียให้กับโบรกเกอร์ที่มีบริษัทแม่เป็นต่างประเทศ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ยังคงรักษาตำแหน่งอันดับสอง มาร์เก็ตแชร์ 8.76%  บล.ยูบีเอส(ประเทศไทย) บล.เจพีมอร์แกน(ประเทศไทย) และ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI มีมาร์เก็ตแชร์ 7.49% 6.43% และ 5.63% ตามลำดับ

” วอลุ่มซื้อขายที่มากกว่า 55,000 ล้านบาทต่อวัน ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคนกลางคือโบรกเกอร์ส่วนใหญ่เริ่มมีกำไร หลังจากตลาดหุ้นตกต่ำมายาวนานกว่า 3 ปี อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์ 5 อันดับแรก มีมาร์เก็ตแชร์รวมกันประมาณ 46.88% ส่วนโบรกเกอร์ที่เหลือ หากมาร์เก็ตแชร์มากกว่า 3% ก็พอมีกำไร จากวอลุ่มมากกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน  “แหล่งข่าวกล่าว

ส่วนตลาดหุ้นวันที่ 23 ก.พ. 2569  เหวี่ยงผันผวนสูง  ดัชนี SET สอบไม่ผ่านระดับ 1,500 จุด  ระหว่างวันวิ่งขึ้นไปสูงสุดแตะ 1,506.08 จุด กลับถูกเทกระจาดติดลบ ลงไปต่ำสุด 1,468.02 จุด  ก่อนฟื้นขึ้นมาปิดที่ 1,480.24 จุด บวก 0.53 จุด หรือ +0.04% ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายยังคงหนาแน่น 85,887.26 ล้านบาท  โดยนักลงทุนต่างชาติพลิกมาขายเล็กน้อย -718.60 ล้านบาท สถาบันไทยทิ้ง -1,172.76 ล้านบาท พอร์ตบล.ขาย-244.56 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนไทยช้อนซื้อ 2,135.91 ล้านบาท

ด้านราคาทองคำล่วงหน้า ตีขึ้นไปแรง ซื้อขาย 5,182  เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ บวก 101.7  เหรียญ หรือ+2.00% ทำให้ราคาในประเทศ เพิ่มขึ้น  400 บาท

ตลาดหุ้นขึ้นไปทดสอบระดับ 1,500 จุด อีกครั้ง แต่ยังไม่ผ่าน คงจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแรงและเร็วมาก มากกว่า 200 จุด จึงมีแรงเทขายหุ้นขนาดใหญ่ โดย DELTA ยังคงยืนแข็งแกร่ง ปิดที่ 248 บาท บวก 14 บาท หรือ +5.98% จากระดับสูงสุด 258 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายยังมากที่สุดของวัน 6,797.52 ล้านบาท

ขณะที่ดาวโจนส์ล่วงหน้าลดลง  จากความกังวลเรื่อง “ทรัมป์” จะใช้มาตรการภาษีใหม่ มาตอบโต้หลังศาล”คว่ำภาษีทรัมป์” สร้างความไม่แน่นอนของการค้าโลก

บล.บัวหลวงมองตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะ “ซื้อมากเกินไป”(overbought) ที่ร้อนแรงที่สุดในรอบ 12 ปี ส่งสัญญาณปรับฐานระยะสั้น ทั้งนี้สัดส่วนจำนวนหุ้นที่มีค่า RSI (relative strength index มากกว่าหรือเท่ากับ 70 หรือ overbought เพิ่มขึ้นจากเพียง 4% ก่อนการเลือกตั้ง ไปแตะระดับ 33% สูงสุดในรอบ 12 ปี โดยใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์หลังการเลือกตั้งเท่านั้น ในอดีตเมื่อสัดส่วนจำนวนหุ้น overbought มากกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวเกิน +1SD มักเสี่ยงปรับฐาน

ส่วนตัวเลขส่งออกเดือนม.ค. 2569 มูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวถึง 24.4% (ตลาดคาดราว 8.0-8.2%) นับว่าโตดีกว่าคาดได้แรงหนุนมาจากการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์  บล.บัวหลวงปรับประมาณการส่งออกทั้งปี 2569 ขยายตัวราว 3.0% YoY (กรณีฐาน) ซึ่งเป็นการปรับประมาณการจากเดิมที่ 1.3% สะท้อนแรงผ่อนคลายของมาตรการภาษีและแรงหนุนของการส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI แต่อาจยังไม่ได้ส่งผลบวกต่อ GDP มากนัก นอกจากนี้ ภาคการผลิตที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวดีอย่างทั่วถึงให้สอดคล้องไปกับการนำเข้าและส่งออก ส่งผลให้การจ้างงานและรายได้ภาคอุตสาหกรรมยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวอย่างมั่นใจว่า เศรษฐกิจในปี 2569 จะสามารถขยายตัวได้มากกว่า 2% อย่างแน่นอน โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญจากเรื่องภาษีของสหรัฐฯ รอบล่าสุด ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก (Worldwide Tariff) เป็น 15% โดยให้มีผลทันที ซึ่งมาตรการนี้เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้สหรัฐฯ ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เพราะถือเป็นการใช้อำนาจประธานาธิบดีเกินขอบเขตกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)

นายเอกนิติ เชื่อว่า ภาษีใหม่ชั่วคราวที่ 15% จะทำให้ผู้ส่งออกไทยเร่งการส่งออกไปยังสหรัฐฯเต็มที่ ใน 150 วัน เพราะถือว่าเป็นอัตราภาษีที่ลดลงจากเดิมที่สหรัฐฯ ประกาศจะเรียกเก็บจากสินค้าไทยในอัตราที่ 19% ก่อนหน้านี้

ส่วนเศรษฐกิจในปีนี้จะสามารถเติบโตได้ถึง 3% หรือไม่นั้น ยังต้องรอประเมินจากปัจจัยอื่นประกอบกันด้วย เช่น ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์การค้าโลก

ทางด้านธนาคารซีไอเอ็มบีที อัพเป้า GDP ปีนี้โต 2.1% ครึ่งปีหลังจุดเปลี่ยนจับตานโยบายรัฐบาลใหม่