HoonSmart.com>> “ธนาคารทิสโก้” ต่อยอด Friends for Well-Being ผนึก CEO พร้อม MD 4 บลจ.- 3 อาจารย์แพทย์ รพ.รัฐชั้นนำ สร้าง Ecosystem วางแผนเกษียณองค์รวม ในงาน Beyond Wealth & Well-being 2026

ธนาคารทิสโก้ เดินหน้าต่อยอดแนวคิด Friends for Well-Being สร้าง Ecosystem การวางแผนเกษียณแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งมิติการลงทุน การบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว ผ่านงาน TISCO Exclusive Night ‘Beyond Wealth & Well-being 2026’ ซึ่งปีนี้ จัดใหญ่อีกครั้ง ด้วยการเชิญ CEO และ MD จาก 4 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำ ขึ้นเวทีเดียวกัน เพื่อฉายภาพเทรนด์เศรษฐกิจ – การลงทุนปี 2026 พร้อมเปิดมุมมองสุขภาพทั้งโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจ และมะเร็งแบบเชิงลึกโดย อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก 3 โรงพยาบาลจุฬาฯ ศิริราช และรามาฯ
งานสัมมนาในครั้งนี้สะท้อนทิศทางการบริหารความมั่งคั่งที่ก้าวข้ามการสร้างผลตอบแทนทางการเงิน ไปสู่การดูแลลูกค้าอย่างรอบด้านในยุคสังคมสูงวัย ตามความตั้งใจของธนาคารทิสโก้ที่มุ่งมั่นเป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม (Top Holistic Advisory) ที่สามารถให้คำแนะนำการลงทุน การวางแผนประกัน การวางแผนเกษียณ และการดูแลรักษาสุขภาพ ให้กับลูกค้าชองธนาคาร ผ่านบทวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนเชิงลึก ควบคู่กับการคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละช่วงชีวิต และองค์ความรู้ด้านสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เฉพาะทางที่เป็นพันธมิตรของธนาคาร
ปัจจุบันธนาคารทิสโก้ได้มีความร่วมมือกับ คณะแพทยศาสตร์ทั้ง 3 สถาบันได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 14 แห่ง และบริษัทประกัน 10 แห่ง ภายใต้ความร่วมมือในโครงการ Friends for Well-Being ที่จะมาช่วยให้คำแนะนำและมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ครอบคลุมธุรกิจด้านการเงิน ด้านสุขภาพ และด้านไลฟ์สไตล์ เพื่อดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดวงจรชีวิต (Lifecycle) และยกระดับการวางแผนเกษียณจากมิติการเงิน สู่การเตรียมพร้อมด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
สำหรับเสวนาในช่วง ‘Beyound Opportunities: Investment Leaders’ Insights’ ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงจาก 4 บลจ. ร่วมฉายภาพการลงทุนในปี 2026 นั้น

นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า ในปี 2026 หุ้นสหรัฐอเมริกายังน่าลงทุน จาก 2 ปัจจัย ได้แก่ การคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังดีต่อเนื่อง จากตัวเลขกำไรบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งน่าจะเป็นไม่กี่ประเทศที่คาดการณ์จีดีพีจะเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าปีนี้จะโต 2.2% จาก 2.1% แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับขึ้นมาพอสมควรแล้วราว 15-17% แต่ยังน่าลงทุน จากอัตราการว่างงานดีขึ้น การบริโภคดีขึ้น นโยบายการคลังของสหรัฐฯ ที่มีการอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติม ช่วยลดภาระประชาชนในด้านภาษีและเพิ่มสวัสดิการสังคม และลดภาระบริษัทจดทะเบียนด้านภาษีนิติบุคคล ทำให้มีเงินหมุนในระบบมากขึ้น
นอกจากนี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง สนับสนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวได้ต่อและสะท้อนมาที่กำไรบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ที่เติบโตได้ต่อเนื่อง ประกอบกับการที่บริษัทต่างๆ มีการเร่งนำเทคโนโลยีและใช้ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้กำไรยังคงเติบโตต่อไปได้

ด้านนายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) กล่าวว่า ในปี 2026 หุ้นอินเดีย เป็นหุ้นที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลกและขึ้นแท่นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกแซงญี่ปุ่น โดยคาดว่าในปี 2026 จีดีพีอินเดียจะสูงถึง 7.5% ซึ่งได้เปรียบในเชิงโครงสร้าง จากขนาดประชากรที่มีจำนวนมากและอยู่ในวัยทำงาน มีเศรษฐกิจที่พึ่งพาภายในประเทศ ตลาดทุนมีคุณภาพและเสถียรภาพสูง มี ROE (Return on Equity) อยู่ที่ 16% สูงกว่าตลาดหุ้นเวียดนาม และจีน ตลาดหุ้นอินเดียยังมีขนาดใหญ่ เป็นอันดับ4 ของโลก
นอกจากนี้หุ้นอินเดียยังเป็นโอกาสลงทุนในระดับราคาที่น่าสนใจ ขณะที่แนวโน้มการเติบโตยังคงแข็งแกร่ง เพราะราคาหุ้นยังไม่นำหน้าปัจจัยพื้นฐาน เมื่อเทียบกับจีน เวียดนาม และตลาดเกิดใหม่ อินเดียถือเป็นตลาดที่ระดับราคายังใกล้เคียงค่าเฉลี่ยเดิมมากที่สุด หุ้น PE 19 เท่า เป็น PE ที่อยู่มา 20 กว่าปี สะท้อนผลการดำเนินงาน การเติบโตที่ค่อนข้างมาก ทำให้หุ้นอินเดียน่าสนใจ

ขณะที่ นางสาวดารบุษป์ ปภาพจน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองการลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ว่า “ในปี 2026 จะเปลี่ยนผ่านจากการฝึกฝน AI สู่การหาคำตอบจาก AI ทำให้เกิดการพัฒนาชิปแบบพิเศษ และเมมโมรี่เกรดพิเศษ ความเร็วสูง เปรียบเหมือนถนนซูเปอร์ไฮเวย์ 16 เลน ที่สามารถส่งผ่านข้อมูลมหาศาลได้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที โดยกลุ่มผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ จะเริ่มกระจายการลงทุนในชิพแบบพิเศษนี้ ขณะเดียวกันผู้ได้รับประโยน์จาก AI ในการลดต้นทุน จะนำไปสู่การสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่ๆ โดย AI จะไม่จำกัดอยู่ในซอฟท์แวร์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงกลุ่มอุตสาหกรรรม กลุ่มพลังงานและแพลตฟอร์มทางการเงิน เป็นต้น
“จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้หุ้นขนาดใหญ่ของกลุ่มเทคโนโลยี อาจไม่ใช่ตัวแทนที่ดีที่สุดที่จะได้รับประโยชน์จาก AI ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องเลือกผู้ชนะออกจากผู้แพ้ แลนด์สเคปของ AI จะกว้างไกลออกไปนอกเหนือจากกลุ่มเทคทั่วไป ขยายถึงการลงทุนโครงข่ายพลังงาน ระบบระบายความร้อน ปัจจุบัน AI Data Center ใช้ไฟมากกว่าเดิมหลายสิบเท่า การผลิตชิพยิ่งใช้ไฟมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งร้อนมากเท่านั้น ยิ่งเป็นชิปรุ่นใหม่ ดังนั้น การที่จะระบายความร้อนจากการผลิตชิปรุ่นใหม่ จึงต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงขึ้น ใช้ไฟมากขึ้น ทำให้กลุ่ม Infra Tech จะเป็นหุ้นที่ถูกจับตามอง ส่วน Rising Star ที่มองเห็นตอนนี้คือ Agentic AI จะไม่ใช่แค่การโต้ตอบธรรมดา แต่ต้องมีความสามารถในการจัดการงานในองค์กรและสอนได้เหมือนมนุษย์”

ด้านนายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า กลุ่มไบโอเทค เป็นซับเซคเตอร์ของกลุ่มเฮลท์แคร์ ธุรกิจหลักคือการวิจัยและทดลองยา เมื่อทดลองสำเร็จจะมีรายได้จากการขายสิทธิบัตรให้กับบริษัทยา โดยโอกาสของหุ้นกลุ่มไบโอเทค กำลังจะเกิดขึ้นจากวิกฤตหน้าผาสิทธิบัตรยา (The Pharmaceutical Patent Cliff) เนื่องจากสิทธิบัตรยาที่ส่วนใหญ่เป็นของบริษัทยารายใหญ่ของโลก กำลังทยอยหมดอายุในอีก 4-5 ปีจากนี้ (ภายในปี 2030) กระทบรายได้กว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะยาที่รักษาโรคยาก เช่น โรคมะเร็ง ทำให้ราคายาถูกลงอย่างมาก กระทบต่อกำไรของบริษัทยารายใหญ่ ทำให้ต้องไปแสวงหายาใหม่ ๆ มาสร้างการเติบโต กระตุ้นให้เกิดการเข้าไปซื้อหรือควบรวมกิจการ ปี 2025 เริ่มเห็นการเทคโอเวอร์มากขึ้น และเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี
“เราเชื่อว่าจะเกิดการเทคโอเวอร์ต่อเนื่องในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ทำให้หุ้นกลุ่มไบโอเทคปรับตัวสูงขึ้น อีกปัจจัยที่กระตุ้นให้กลุ่มนี้น่าสนใจคือ เทรนด์ดอกเบี้ยขาลง ทำให้ต้นทุนทางการเงินในการทดลองยาลดลง หุ้นกลุ่มไบโอเทคจึงน่าสนใจมากขึ้น เช่นเดียวกับการมาของ AI ทำให้การวิจัยและทดลองยาเร็วขึ้นจาก 10 ปีเหลือ 2-3 ปี กระตุ้นการสร้างรายได้เร็วขึ้นของบริษัทไบโอเทค โลกที่เข้าสู่สังคมสูงวัยยังทำให้ความต้องการยาเพิ่มมากขึ้น” นายสาห์รัช กล่าว

งานเสวนาช่วง ‘The Future of NCD Care’ ธนาคารทิสโก้ร่วมกับพันธมิตรโรงพยาบาลรัฐที่เป็นโรงเรียนแพทย์ ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย โดยได้รับเกียรติจาก ศ.พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ หัวหน้าศูนย์ประสาทศาสตร์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท และโรคหลอดเลือดสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศเซลล์บำบัดและยีนบำบัด คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมด้วย รศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทรวงอก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการป้องกันและนวัตกรรมการรักษา
ทั้งนี้ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีต้นทุนการรักษาสูง โดยเฉพาะโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง ขณะที่ผู้สูงอายุไทยกว่า 56% มีโรคเรื้อรังหรือโรคประจำตัว ส่งผลให้การวางแผนด้านสุขภาพควบคู่กับการวางแผนการเงินกลายเป็นปัจจัยสำคัญของการเตรียมเกษียณในอนาคต
นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรในฐานะ “Friends for Well-being” ของธนาคารทิสโก้ อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช และ BDMS Wellness Clinic พร้อมด้วย BAUEN by SCG ร่วมมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้ลูกค้าตลอดค่ำคืนอีกด้วย
การจัดงาน TISCO Exclusive Night ‘Beyond Wealth & Well-being 2026’ สะท้อนบทบาทของธนาคารทิสโก้ในการให้คำแนะนำการวางแผนเกษียณแบบองค์รวม ที่เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการแพทย์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบโจทย์การบริหารความมั่งคั่งในระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายของสังคมสูงวัยและต้นทุนด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น โดยมุ่งสร้างความมั่นคงทางการเงินควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับลูกค้าในทุกช่วงวัย
